คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าววงการครู

ประกาศผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อเข้ารับรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2556

ประกาศผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อเข้ารับรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2556

LOGO1san

ประกาศผลการเรียน ม.3 และ ม.6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555

ประกาศผลการเรียน ม.3 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/4

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/5

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/7

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/8

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9

ประกาศผลการเรียน ม.6 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/7

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/8

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/9

ที่มา : ข้อมูลจากงานทะเทียนนักเรียน โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก

“ครูคืนถิ่น”ป่วน!เขตพท.ไม่ตัดโอนอัตรา”สพป.โคราช 4 – สพม.3 “อ้างขาดแม่พิมพ์

‘ครูคืนถิ่น’ป่วน!เขตพท.ไม่ตัดโอนอัตรา’สพป.โคราช 4 – สพม.3 ‘อ้างขาดแม่พิมพ์รองกพฐ.วอนอนุมัติ – เล็งจัดคนทดแทน

เมื่อว23 สิงหาคม แหล่งข่าวจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า จากการที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มี นโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินโครงการครูคืนถิ่น โดยให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาย้ายกลับภูมิลำเนา ซึ่งในส่วนของ สพฐ.ได้รับการอนุมัติย้ายคืนถิ่น จำนวน 10,174 คน จากผู้ยื่นขอย้าย 20,717 คน คิดเป็นสัดส่วน 50.34% แต่ข้อเท็จจริงพบว่าการย้ายคืนถิ่นกรณีการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ดำเนินการได้น้อยมาก เนื่องจากคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หลายแห่งไม่ยอมอนุมัติตัดโอน เนื่องจากหวั่นว่าจะส่งผลให้โรงเรียนที่เดิมขาดแคลนอัตราครูอยู่แล้ว เกิดปัญหาขาดแคลนมากยิ่งขึ้น ขณะนี้เริ่มมี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาร้องเรียนว่า สพฐ.กำลังก้าวก่ายอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา เพราะผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติย้ายครูในเขตพื้นที่การศึกษา ตามกฎหมายระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คือ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ไม่ใช่ สพฐ. 

“ขณะนี้มีบางเขตพื้นที่ฯไม่อนุมัติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราไปยังเขตพื้นที่ฯปลายทาง อาทิ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 4 ได้พิจารณาเรื่องนี้ไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมาแล้วมีมติว่าไม่เห็นควรให้มีการอนุมัติตัดโอนตำแหน่งและอัตรา ไปยังเขตพื้นที่ฯปลายทาง เนื่องจากโรงเรียนในสังกัดก็ขาดแคลนครูต่ำกว่าเกณฑ์อยู่แล้ว เช่นเดียวกับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 (นนทบุรี อยุธยา) ที่ไม่อนุมัติให้มีการตัดโอนในบางอัตราโดยให้เหตุผลว่าเป็นสาขาที่ขาดแคลน ซึ่งเมื่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯไม่อนุมัติ ครูผู้ยื่นเรื่องก็ไม่สามารถย้ายไปยังโรงเรียนปลายทางได้ นอกจากนี้ มีบาง สพม.รับตัดโอนตำแหน่งและอัตราจาก สพป.อื่น แต่ไม่ยอมตัดโอนในส่วนของตนเองให้กับ สพป. และบางเขตพื้นที่ฯชะลอการพิจารณาเรื่องนี้ โดยอ้างว่าเอกสารไม่พร้อม” แหล่งข่าวจาก สพท.กล่าว และว่า เรื่องการย้ายครูในเขตพื้นที่ฯเป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ขณะนี้เริ่มมีการร้องเรียนแล้วว่า สพฐ. กำลังก้าวก่ายอำนาจหน้าที่

นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เคยได้รับแจ้งปัญหาที่บางเขตพื้นที่การศึกษายังไม่ตัดโอนตำแหน่งและอัตราข้าราชการครูในโครงการครูคืนถิ่นไปยังโรงเรียนปลายทาง แต่ สพฐ.ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เนื่องจากเรื่องการตัดโอนตำแหน่งและอัตราข้าราชการครูเป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ และ สพฐ.ไม่มีอำนาจสั่งการได้ ดังนั้น จึงต้องขอความร่วมมือและความกรุณาให้มีการอนุมัติให้ข้าราชการครูได้ย้ายกลับภูมิลำเนา เพื่อความต้องการของเพื่อนข้าราชการครู อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่บางเขตพื้นที่การศึกษาไม่ยอมตัดโอนตำแหน่งและอัตราครูคืนถิ่น ทราบว่าเป็นเพราะปัญหาความขาดแคลนข้าราชการครูเนื่องจากบางโรงเรียนมีครูขอย้ายหลายคนและหากให้ย้ายไป ก็จะไม่มีครูสอนแทน อีกทั้ง สพฐ.ยังไม่ได้จัดสรรอัตราไปทดแทนให้ 

“ปัญหาที่เขตพื้นที่ฯไม่ให้ครูย้ายคืนถิ่นมีอยู่ไม่มากและไม่กี่เขตพื้นที่ฯ เพราะหลายเขตพื้นที่ฯได้ตัดโอนอัตราตามที่ สพฐ.ได้อนุมัติให้ครูย้ายคืนถิ่น บางเขตพื้นที่ฯอาจจะให้ย้ายได้บางส่วนก็มี” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ส่วนกรณีขอให้ครูไปช่วยราชการ เพื่อให้ครูได้กลับภูมิลำเนานั้น ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา จะได้รับการย้ายทั้งหมด เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของ สพฐ.โดยตรง อย่างไรก็ตาม กรณีเขตพื้นที่ฯไม่ให้ครูย้ายครูคืนถิ่นเพราะขาดอัตรากำลังนั้น อยากให้ทำเป็นบันทึกเสนอมาที่ สพฐ.จะได้พิจารณาจัดสรรอัตราทดแทนให้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน , ครูบ้านนอกดอทคอม

รมว.ศธ.ประชุมทางไกล (Video Conference) กับ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ


สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) - 
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมทางไกล (Video Conference) กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา-มัธยมศึกษา ๒๒๕ เขตทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ.  โดยมี ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกเต และคณะผู้บริหาร สพฐ.ร่วมประชุมทางไกล โดยมีสาระสำคัญ ๗ เรื่อง สรุปดังนี้

๑. คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) ใช้ชื่อว่า “คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตสำหรับนักเรียน ป.๑ และ ม.๑ ทุกคน” เป็นโครงการที่จะช่วยยกระดับเทคโนโลยีทางการศึกษา ทำให้การเรียนการสอนมีความทันสมัยและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ลงนามจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต จำนวน ๘๐๐,๐๐๐ เครื่องแล้ว เมื่อเครื่องมาถึง ศธ. ก็จะทำการนำซอฟต์แวร์ใส่ลงไปในเครื่อง จัดใส่กล่องเพื่อกระจายเครื่องไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป และจัดหางบประมาณมาติดตั้งสัญญาณ Wi-Fi กระจายในโรงเรียนต่างๆ  โดยคาดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้จะสามารถส่งเครื่องถึงนักเรียนชั้น ป.๑ ส่วนนักเรียนชั้น ม.๑ จะได้รับแจกในภาคเรียนที่ ๒ ของปีการศึกษา ๒๕๕๕

๒. การปฏิรูปการศึกษา ที่เน้น Accountability และ Transparency  ศธ.จะนำ Accountability ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบ และ Transparencyหมายถึงความโปร่งใส มาเป็นตัวนำในการจัดการศึกษา เพื่อให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นทั้งระบบ เพื่อให้เกิดเป็นจิ๊กซอว์ต่อกันได้อย่างสอดคล้องกัน ทั้ง “ความรับผิดชอบ” ซึ่งจะดูจากผลการสอบ O-Net ของนักเรียนเป็นผลงานสะท้อนการสอนของครู และผลงานของครูก็จะสะท้อนการบริหารของผู้อำนวยการโรงเรียนและของโรงเรียนตามลำดับ ส่วน “ความโปร่งใส” เนื่องจากกฎหมายของ สพฐ.ต้องการกระจายการบริหารงานบุคคลลงไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาอย่างเต็มที่ จึงต้องคำนึงถึงความโปร่งใสในการให้ครูเข้าสู่ระบบทุกระดับ ต้องได้รับการเลื่อนขั้น และได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรม โปร่งใส ซึ่งจะส่งผลให้ครูมีกำลังใจในการสอนต่อไป ถ้าทำได้เช่นนี้ Value Judgment ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และขอเน้นย้ำว่าควรจะลดการใช้ดุลยพินิจ โดยให้เปลี่ยนเป็นการเน้นที่ผลงานให้มากขึ้น เพื่อให้การศึกษาเกิดความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม

๓. โครงการครูคืนถิ่น  จากเดิมที่สามารถย้ายได้เพียง ๑๙% ของจำนวนผู้ยื่นคำร้องทั้งหมด แต่ในปีนี้มีผู้ยื่นคำร้องถึง ๒๐,๗๑๗ คน ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาให้ย้ายได้จำนวน ๑๐,๑๗๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๓๔ จึงขอฝากว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถย้ายโดยนำอัตราไปด้วยถึง ๘,๐๐๐ คน เพื่อให้ครูได้มีกำลังใจในการทำงาน ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว มีความอบอุ่นในชีวิตมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้จัดทำเป็นประจำทุกปี หลังจากนี้การย้ายต่างๆ ก็จะต้องเป็นการย้ายในระบบปกติ  สำหรับข้อกังวลของโรงเรียนหรือครูเกี่ยวกับการหาครูมาสอนในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ในโรงเรียนที่ขาดอัตราจำนวนมาก โรงเรียนสามารถจ้างครูได้เอง โดยจ้างในรูปแบบของพนักงานมหาวิทยาลัย แต่จะไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ และอย่าได้กังวลว่าจะรับคนไม่ดีเข้ามาทำงาน เพราะคนที่ไม่ดีเมื่อเข้ามาทำงานจริง ก็จะไม่สามารถอยู่ได้ ซึ่ง สพฐ.ได้เตรียมแผนรองรับผลกระทบจากการดำเนินงานตามโครงการครูคืนถิ่น ดังนี้

  • มาตรการเร่งด่วน (ด้านอัตรากำลัง) จัดสรรอัตราข้าราชการครูที่ว่างจากผลการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ จำนวน ๑,๘๓๑ อัตรา และขอใช้อัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ โดยจัดสรรทดแทนและเพิ่มเติมให้แก่สถานศึกษาที่ครูได้รับการพิจารณาย้ายออก ๒ กรณี คือ ๑) สถานศึกษาที่ขาดครูขั้นวิกฤต ตั้งแต่ร้อยละ ๓๐ ขึ้นไป และ ๒) สถานศึกษาขนาดเล็กที่ขาดครูและมีครูไม่ครบชั้น รวมทั้งขอให้ สพท.เร่งสำรวจสภาพปัจจุบัน ปัญหา และผลกระทบจากการย้ายตามโครงการครูคืนถิ่น เพื่อให้คำปรึกษา ชี้แจง และทำความเข้าใจแก่สถานศึกษา
  • มาตรการระยะกลาง (ด้านอัตรากำลัง) สพฐ.จะพิจารณาจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูเกษียณอายุราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ จัดทำแผนเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการครู รวมทั้งเกลี่ยอัตราพนักงานราชการ (ตำแหน่งครูผู้สอน) กรณีที่ว่างลงในสถานศึกษาที่มีอัตรากำลังครูครบเกณฑ์หรือเกินจากเกณฑ์ ก.ค.ศ.กำหนด และจะส่งเสริม สนับสนุน ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร ขวัญและกำลังใจแก่สถานศึกษาที่ขาดครูเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ สพฐ.จะจัดงาน “โครงการครูคืนถิ่น” ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ โดยเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีเปิด พร้อมถ่ายทอดสดระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๔๐ น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีจะชมการแสดง เยี่ยมชมนิทรรศการ “ครูคืนถิ่น ครูแห่งคุณภาพ” และมอบของที่ระลึกแก่ตัวแทนครอบครัวครูคืนถิ่นด้วย

๔. การสรรหารองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สพฐ.ได้ประกาศรับสมัครสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งมีผู้สมัครทั้งสิ้น ๑๖,๕๒๓ คน เป็นผู้มีสิทธิ์ จำนวน ๑๖,๑๐๒ คน โดยมีกำหนดสอบข้อเขียนในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ สนามสอบโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๓๓ สนามสอบ และจะประกาศผลภายในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ในการนี้ มีตำแหน่งว่างที่จะเรียกมารายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ๑,๐๑๘ ตำแหน่ง ประกอบด้วย
- ผอ.รร.ประถม          จำนวน           ๑๙๘    ตำแหน่ง
- รอง ผอ.รร.ประถม    จำนวน           ๔๓๗   ตำแหน่ง
- ผอ.รร.มัธยม           จำนวน             ๒๐    ตำแหน่ง
- รอง ผอ.รร.มัธยม      จำนวน           ๓๑๐    ตำแหน่ง
- ผอ.รร.สศศ.            จำนวน               ๑    ตำแหน่ง
- รอง ผอ.รร.สศศ.       จำนวน             ๕๒    ตำแหน่ง

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีที่จะมารายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในครั้งแรก ๑,๐๑๘ คนนี้ ก.ค.ศ.กำหนดให้มีการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนดให้เรียบร้อยก่อน จึงจะกำหนดวันให้มารายงานตัวเพื่อเลือกโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง

๕. การสอบบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งครูผู้ช่วย  ารสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี ๒๕๕๕ มีกำหนดการสอบแข่งขัน ดังนี้

- ประกาศรับสมัครสอบแข่งขัน วันที่ ๑-๗ มิถุนายน ๒๕๕๕

- รับสมัครสอบแข่งขัน วันที่ ๘-๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

- สอบภาค ก. วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕

- สอบภาค ข. วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

- ประกาศผลการสอบแข่งขัน ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๕

แนวปฏิบัติในการดำเนินการสอบแข่งขัน

- สพท.ที่ดำเนินการสอบแข่งขันฯ ต้องไม่มีผู้สอบแข่งขันได้ในกลุ่มวิชาหรือทางหรือสาขาวิชาเอกเดียวกันขึ้นบัญชีรอการบรรจุ

- ผู้สมัครสอบแข่งขันจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ.๒๕๔๗ คือต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามระเบียบของคุรุสภาว่าด้วยการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมด้วย

- หากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณวุฒิ สาขาวิชาเอกที่ใช้ในการสมัครสอบ ขอให้หารือกับ ก.ค.ศ.โดยตรง และรายงานให้ สพฐ.ทราบ

- สพฐ.จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ สพท.เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสอบแข่งขันเท่าที่จำเป็นและประหยัด

- สพท.ที่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ปี พ.ศ.๒๕๕๓ และบัญชี ปี พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ต่อไป จนครบอายุการขึ้นบัญชี

- ให้ สพท.รายงานข้อมูลการเรียกบรรจุให้ สพฐ.ทราบทุกครั้ง ที่มีการเรียกบรรจุเพิ่มเติม พร้อมทั้งประกาศให้ทราบโดยทั่วกันทางเว็บไซต์ของ สพท.

๖. โครงการครูมืออาชีพ จะรับสมัครเพื่อสอบแข่งขันทั่วประเทศ เป็นการสอบล่วงหน้า ๑ ปี จำนวน ๓๐% ของจำนวนที่รับทั้งหมด โดยผู้สมัครจะต้องเป็นนักศึกษาปี ๔ ทุกคณะต่างๆ ที่สนใจจะมาเป็นครู โดยจะต้องเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ป.บัณฑิต) เพิ่มเติม ทั้งนี้จะต้องมีการระบุเขตที่จะบรรจุ เพื่อลดการย้ายกลับคืนถิ่นในอนาคต และหลังจากจบการศึกษาพร้อมทั้งได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแล้ว ก็จะได้รับการบรรจุทันที อีก ๔๐% จะเป็นการสอบแข่งขันทั่วไป สำหรับผู้ที่สนใจจะมาเรียนครูและมีเกรดเฉลี่ยไม่ถึง ๓.๐๐ ทั้งนี้ในอนาคตครูที่สอนอยู่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน จะได้ปรับเป็นครูมืออาชีพทั้งหมด โดยได้มอบหมายให้ สพฐ. และ ก.ค.ศ. คิดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อให้ครูเหล่านี้ได้ประกาศนียบัตรครูมืออาชีพ และให้เป็นคะแนนผลงานในการเลื่อนขั้นและเลื่อนวิทยฐานะด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะเชื่อมโยงกับหลักเกณฑ์การสอนเด็ก เพื่อลด/ยกเลิกการทำวิจัยลง

๗.   วิทยฐานะครูและผู้บริหาร สพฐ.มีนโยบายที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะ ตามนโยบายของ ศธ.โดยใช้หลักเกณฑ์การตัดสินที่เป็นปรนัย เน้นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดกับผู้เรียน ซึ่งได้ยกร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อเตรียมเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ดังนี้

  • ยกร่างหลักเกณฑ์ฯ ด้วยข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement) สายงานการบริหารการศึกษาและสายงานบริหารสถานศึกษา โดยการประเมิน ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา/ผู้บริหารสถานศึกษา  ๒) ด้านประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารการศึกษา/ผู้บริหารสถานศึกษา ๓) ด้านผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงาน โดยใช้กระบวนการ P4 ได้แก่ ๑) Performance Agreement ประเมินสาระสำคัญและความเป็นไปได้แล้วจัดทำข้อตกลงการปฏิบัติงาน ๒) Pre-assessment ประเมินก่อนการปฏิบัติงาน  ๓) Performing ประเมินระหว่างการปฏิบัติงาน  และ ๔) Post-assessment ประเมินหลังการปฏิบัติงาน
  • ยกร่างหลักเกณฑ์ฯ ด้วยการประเมินสมรรถนะ (TPK MODEL) สายงานการสอนและสายงานนิเทศการศึกษา ดังนี้ การประเมิน ๒ ด้าน คือ ๑) ทดสอบสมรรถนะ และ ๒) ผลการปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ ส่วนที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-Net) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และส่วนที่ ๒ รายงานผลการปฏิบัติงานการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในลักษณะที่เป็นสาระนิพนธ์ ไม่เกิน ๒๐ หน้า

ที่มา : สำนักข่าวรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

ครูมีเฮ…อนุมัติครูคืนถิ่น 10,174 ราย

ประสาน อ.ก.ค.ศ.เขตเร่งย้าย-จ้างครูสอนทดแทน 

   เมื่อวันที่ 30 เม.ย.55 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการครูคืนถิ่นให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ย้ายกลับภูมิลำเนา ซึ่งมียอดสมัครขอย้ายกลับถิ่นฐานเดิมจำนวน 20,717คนว่า ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรอง7 คณะในแต่ละภูมิภาคได้พิจารณาการย้ายของข้าราชการครูที่สมัครขอย้ายกลับถิ่นฐานเสร็จแล้ว โดยสามารถพิจารณาให้ย้ายได้จำนวน 10,174 คน หรือประมาณ 50.34 % ซึ่งถือเป็นการย้ายข้าราชการครูครั้งใหญ่ของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพราะโดยปกติแล้วการย้ายทั่วไปจะย้ายได้ประมาณ 19% เท่านั้น

ทั้งนี้ การย้ายครูคืนถิ่น แม้จะย้ายได้จำนวนมากตามเป้าหมายที่คาดไว้ แต่ก็ยังมีผลกระทบข้างเคียงบ้างเพราะการย้ายจะต้องกระทบกับโรงเรียนในบางกลุ่ม เช่น โรงเรียนที่มีสภาพการขาดแคลนอัตรากำลังครูอยู่แล้วจะต้องมีตัวช่วยตัวเสริม ซึ่ง สพฐ.จะมาดูในภาพรวมว่าโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ และโรงเรียนที่ขาดอัตรากำลังครูขั้นวิกฤติเกิน 30% จะต้องหาอัตราเข้าไปเสริม โดยอาจจะเป็นครูอัตราจ้าง ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดครูอยู่แล้วอาจจะมีปัญหารุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะต้องมีเกณฑ์ขั้นต่ำว่าจะมีครูเข้าไปเสริมในส่วนที่ย้ายกลับภูมิลำเนาจำนวนเท่าไรเพื่อให้สามารถบริหารจัดการโรงเรียนได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า การย้ายข้าราชการครูกลับภูมิลำเนา จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ซึ่ง สพฐ.จะต้องขอให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาได้เข้าใจ และให้ความร่วมมือในนโยบายดังกล่าว เพราะท้ายที่สุดการย้ายครูคืนถิ่นต้องเสนอให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้อนุมัติการย้ายตามที่คณะกรรมการการกลั่นกรอง 7 คณะได้พิจารณาไว้ โดยเร็วๆ นี้ สพฐ.จะประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนส์กับ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา รวมทั้งประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ  เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงในเรื่องการย้ายข้าราชการครูกลับภูมิลำเนาด้วย

ด้านนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิกา กล่าวว่า ครูคืนถิ่นที่พิจารณาย้ายได้ 10,174 คน แบ่งเป็นการย้ายแทนตำแหน่งว่าง 1,827 คน สับเปลี่ยนบุคลากร 13 คู่ 26 คน และตัดโอนตำแหน่งและเงินเดือน 8,321 คน ซึ่งกรณีโรงเรียนที่มีครูคืนถิ่นย้ายออก จนกระทบอัตราครูผู้สอน จะให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา สามารถหาครูอัตราจ้างมาสอนทดแทนได้เลย โดยจะให้ สพฐ.จัดหางบประมาณสนับสนุน เพื่อแก้ไขการขาดแคลนครู อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะฝากให้เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ร่วมกันดำเนินการคือการเร่งพิจารณาย้ายครูคืนถิ่นให้แล้วเสร็จทัน ก่อนเปิดภาคเรียนนี้

ที่มา :  สยามรัฐออนไลน์  1 พ.ค. 55

ผลการพิจารณาย้าย โครงการครูคืนถิ่น-รอสรุปผลรอบ 3 คาด มีครูคืนถิ่นได้ถึง 1 หมื่นคน

สพฐ.แจง กมธ.ศึกษา โครงการครูคืนถิ่น-ครูพันธุ์ใหม่ เผย รอสรุปผลรอบ 3 คาด มีครูคืนถิ่นได้ถึง 1 หมื่นคน จากที่ผ่านคัดเลือกกว่า 2 หมื่นคน ซึ่งเป็นอัตราย้ายสูงมาก พร้อมเผยปี 55 สพฐ.มีอัตรารองรับครูพันธุ์ใหม่เพียง 1,500 อัตรา จากนักศึกษาที่จบจากโครงการ 2,300 คน เล็งหารือร่วมกับ สกอ.หาทางออก

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เรื่องการดำเนินโครงการครูคืนถิ่น และโครงการครูพันธุ์ใหม่ ว่า ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า ในส่วนของครูคืนถิ่นนั้น ได้มีข้าราชการครูแสดงความประสงค์ขอย้ายประมาณ 20,900 คน แต่เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่า มีผู้ผ่านหลักเกณฑ์ 20,200 คน และจากการดำเนินการกลั่นกรองจาก 7 คณะ ซึ่งแบ่งตามภูมิภาคในรอบที่ 1 และ 2 นั้น พบว่า สามารถที่จะย้ายครูได้ประมาณ 5,000 คน คิดเป็นร้อยละ 25 โดยในช่วงวันหยุดสงกรานต์ 13-16 เม.ย.นี้ จะมีการพิจารณาระหว่างภาค และหมุนข้ามเขตจังหวัดอีกครั้งในรอบที่ 3 ซึ่งคาดว่าน่าจะได้จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 คน ทั้งนี้ สาเหตุที่ไม่สามารถย้ายครูได้ทั้งหมดนั้น เพราะติดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่เราต้องพิจารณาด้วย อาทิ เรื่องครูขาด ครูเกิน หรือครูมีวุฒิไม่ตรงกับที่ต้องการ

 “ในปีนี้ถือว่าจำนวนครูที่จะสามารถย้ายได้มีอัตราที่สูงมาก ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของคำร้องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะที่ผ่านมา การขอย้ายในช่วงปกติจะทำได้เพียงร้อยละ 19 เท่านั้น แต่ครั้งนี้สามารถย้ายได้มากขึ้น เนื่องจากมีการเกลี่ยและหมุนข้ามเขตจังหวัด ตลอดจนข้ามภาค แต่หากต้องการให้จำนวนครูที่จะสามารถย้ายได้มีอัตรามากขึ้นกว่านี้ ก็คงต้องมีตัวช่วยเข้ามาเพิ่ม เช่น ถ้ามีครูอัตราจ้างเพิ่มก็จะทำให้โรงเรียนที่มีครูขาดได้มีโอกาสย้ายด้วย” นายชินภัทร กล่าว

ที่มา :  ผู้จัดการออนไลน์

ยอดย้ายครูคืนถิ่นล็อตแรกแค่ 2 พัน เหตุ”วิชาเอก”ไม่ตรงโรงเรียนปลายทาง”สพฐ.”เล็งชงครม.ขอคืนอัตราเกษียณ

 เมื่อวันที่ 25  มีนาคม นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการครูคืนถิ่น ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาย้ายกลับภูมิลำเนา ซึ่งมียอดสมัครขอย้ายกลับถิ่นฐานเดิมจำนวน 20,717 คนว่า ขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรอง 7 คณะ ในแต่ละภูมิภาคกำลังเร่งพิจารณา การย้ายของข้าราชการครูฯที่สมัครขอย้ายกลับถิ่นฐานอยู่ ซึ่งจะต้องเร่งพิจารณาให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ ปัญหาที่พบคือการขาดข้อมูลที่สมบูรณ์ในการพิจารณาของข้าราชการครูฯ ทำให้ต้องมีการทบทวนข้อมูลในบางส่วน และเมื่อพิจารณาเสร็จจะส่งเรื่องไปยังคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาปลายทางที่ข้าราชการครูฯ ขอย้าย ไปนายอนันต์กล่าวว่า ตอนนี้คณะกรรมการกลั่นกรองฯพิจารณาย้ายเสร็จแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะพยายามย้ายให้ได้มากที่สุด แต่ก็ยังติดปัญหาในเงื่อนไขต่างๆ เช่น กรณีข้าราชการครูฯที่ขอย้ายสอนในวิชาเอกที่ไม่ตรงกับความต้องการของโรงเรียนปลายทาง หรือโรงเรียนปลายทางไม่มีอัตราในวิชาเอกดังกล่าวรองรับ หากคณะกรรมการกลั่นกรองเห็นชอบ และเสนอไปที่ อ.ก.ค.ศ.เขตฯก็ไม่สามารถย้ายได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว หากเป็นข้าราชการครูฯที่มีความจำเป็นต้องย้ายจริงๆ อย่างกรณีต้องดูแลพ่อแม่ที่ป่วย แต่วิชาเอก และอัตราว่างไม่ตรง จะจัดให้ย้ายเป็นกรณีพิเศษ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะจัดอัตราเพิ่มไปให้โรงเรียนปลายทางภายหลัง นอกจากนี้ สพฐ.อาจจะใช้วิธีออกคำสั่งให้ไปช่วยราชการก่อนได้ 

“ส่วนที่ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะมีครูเกษียณอายุราชการออกไปประมาณ 1 แสนคนนั้น ที่ผ่านมาเวลามีครูเกษียณ สพฐ.จะได้รับอัตราเกษียณคืนมาทั้งหมด เพื่อนำมาบรรจุแต่งตั้งทดแทน ซึ่งต่อไปก็คงต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกเป็นหลักการว่าเมื่อมีการเกษียณอายุราชการ และการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่ รีไทร์ ควรให้อัตราคืนมาให้หมด จะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนครูได้อีกทางหนึ่ง” นายอนันต์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการพิจารณาย้ายในโครงการครูคืนถิ่นนั้น ขณะนี้สามารถพิจารณาการย้ายได้เพียง 2,000 กว่าราย จากทั้งหมด 20,717 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. ตั้งเป้าว่าจะต้องพิจารณาย้ายได้ประมาณ 50% หรือกว่า 10,000 คน 

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

ยกเลิกขั้นตอนสัมภาษณ์ “ครูผู้ช่วย” ใช้ข้อสอบปรนัยชุดเดียวกันทุกเขตพื้นที่ฯ รับสมัคร 31มี.ค.

“สุชาติ” เคาะเกณฑ์การสอบบรรจุ “ครูผู้ช่วย” ใช้ข้อสอบปรนัยชุดเดียวกันทุกเขตพื้นที่ฯ สกัดทุจริต

เมื่อวันที่ 8 นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) จะเสนอให้พิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2555ว่า ได้พิจารณาในหลักเกณฑ์เบื้องต้นแล้วว่า การสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วย จะใช้ข้อสอบแบบปรนัยเดียวกันทั้งหมดทุกเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่เปิดสอบ โดยจะให้สถาบันที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ออกข้อสอบให้ และให้จัดสอบพร้อมกัน ณ ศูนย์สอบที่กำหนดไว้ทั่วประเทศ 

สำหรับตัวข้อสอบได้เน้นย้ำไปว่าควรจะต้องเป็นข้อสอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ข้อสอบที่ใช้ดุลพินิจ โดยเชื่อว่าจะป้องกันปัญหาต่างๆ ในอดีตได้ เช่น กรณีที่การแยกสอบของแต่ละเขตพื้นที่ฯ ที่ต่างคนต่างออกข้อสอบ ก็จะมีเรื่องร้องเรียน มีการซื้อขายข้อสอบหรือจ่ายเงินจ่ายทองได้ บางเขตพื้นที่ฯ ตอนเที่ยงคืนก่อนสอบ 1 วัน ก็จะเอาข้อสอบมาให้กับคนที่จ่ายเงิน สิ่งเหล่านี้จะต้องแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นการสอบในปี 2555 จะต้องโปร่งใส เท่าเทียม และเป็นธรรม 

“การสอบนั้น ผมต้องการให้สอบพร้อมกันในวันเดียวกัน ข้อสอบเดียวกัน ต่อไปใครจะไปแอบซื้อข้อสอบก็คงไม่ได้ หรือจะให้ใครไปสอบแทนก็ไม่ได้ ผมจะให้มีผู้อำนวยการ ที่ดูแลการสอบในแต่ละศูนย์สอบเพื่อดูแลความเรียบร้อย”

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า หลังจากการสอบจะไม่ให้มีการสอบสัมภาษณ์เหมือนที่ผ่านมา สอบเสร็จก็จะให้มีการขึ้นบัญชี เพื่อรอการบรรจุและแต่งตั้งเป็นครูผู้ช่วยในทันที เพราะขั้นตอนการสัมภาษณ์นั้นอาจจะมีการเรียกรับเงินรับทองกันได้ ดังนั้นจึงควรต้องยกเลิกไป อย่างไรก็ตามแนวโยบายดังกล่าวในการสอบครูผู้ช่วยนี้หากใครไม่เห็นด้วยก็สามารถโต้แย้งหรือแสดงความเห็นมาที่ตนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม ปฏิทินการสอบที่สำนักงาน ก.ค.ศ.กำหนดไว้นั้นจะเปิดรับสมัครสอบครูผู้ช่วย วันที่ 31 มี.ค.55 ถึงต้นเดือน เม.ย.55 และจะสอบแข่งขันประมาณวันที่ 26-27 เม.ย.55 ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องรอให้ รมว.ศึกษาธิการ เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง

ที่มา :  ครูบ้านนอก

ด่วน! เปิดสมัครสอบครูผู้ช่วยปลายมี.ค.นี้

ศธ.เปิดรับสมัครสอบครูผู้ช่วยปลายมี.ค.-เม.ย.นี้ ผู้สมัครไม่มีตั๋วครูอดสอบ ขณะที่ ก.ค.ศ.ชงสอบเฉพาะข้อเขียน ไม่ต้องสัมภาษณ์ ให้รมว.ศึกษาธิการชี้ขาด

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.55 นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเรื่องการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2555 ร่วมกับ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาว่า ได้ข้อสรุปเบื้องต้นในการกำหนดปฏิทินการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุ และแต่งตั้งฯ แล้ว โดยจะเปิดรับสมัครในช่วงปลายเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ และจะจัดสอบในช่วงประมาณเดือน พ.ค.ส่วนคุณสมบัติของผู้ที่จะมีสิทธิสมัครสอบในครั้งนี้นั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ผู้สมัครควรจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถสมัครได้ ซึ่งขณะนี้ทางคุรุสภาก็ได้แจ้งว่าขั้นตอนการขอใบอนุญาตฯ มีความรวดเร็วมาก จะใช้เวลาไม่นานหากผู้ขอมีคุณสมบัติครบที่จะได้รับใบอนุญาตฯ ดังนั้นผู้ที่จะสมัครสอบแต่ยังไม่มีใบอนุญาตฯ ก็ควรจะต้องมาเตรียมขอไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาเมื่อมีการกำหนดวันรับสมัคร

“ส่วนกรณีปัญหาที่ครูโรงเรียนเอกชนมักจะลาออกมาสมัครสอบบแข่งขันเป็นครูผู้ช่วยกันมากนั้น ทาง สช.ก็ได้นำประเด็นนี้มาหารือ ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องการทำความเข้าใจกับโรงเรียนเอกชนมากกว่า ดังนั้นหลังจากนี้ทางสช.จะไปทำความเข้าใจกับทางโรงเรียนเอกชน ” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดนี้ รวมทั้งกรณีที่จะให้มีการสอบเฉพาะข้อเขียนเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องมีการสอบสัมภาษณ์ จะต้องมีการนำไปหารือกับนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาอีกครั้งว่านายสุชาติจะมีนโยบายอย่างไร เพื่อให้การสอบแข่งขันครั้งนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใส และยุติธรรมมากที่สุด

ที่มา หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

สพฐ.แจ้งความคืบหน้าการย้ายครูคืนถิ่น เริ่มย้ายก่อนเปิดภาคเรียน พ.ค.55

เมื่อวันที่ 6 มี.ค.55 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการครูคืนถิ่น ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ย้ายกลับภูมิลำเนา ซึ่งมียอดสมัครร่วมโครงการฯ มากถึง 20,717 คน ว่าขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรอง7 คณะ ในแต่ละภูมิภาคจะต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยจะต้องระบุโรงเรียนที่จะให้ครูได้ย้ายกลับถิ่นฐาน เพราะเดิมจะให้อำนาจคณะกรรมการฯ พิจารณาเฉพาะการย้ายไปในแต่ละอำเภอและจังหวัดเท่านั้น แต่ไม่ตอบโจทย์ของนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการให้การดำเนินการโยกย้ายเป็นไปด้วยความยุติธรรม จะต้องไม่มีการวิ่งเต้น

ดังนั้น หากจะให้มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว การพิจารณาของคณะกรรมการฯ จะต้องลงลึกไปถึงโรงเรียน ซึ่งจะมีข้อมูลในภาพรวมทั้งหมดระหว่างเขตพื้นที่การศึกษา ระหว่างจังหวัด การย้ายข้ามภูมิภาค ซึ่งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ฯ จะไม่มีข้อมูลเหล่านี้

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า การย้ายคืนถิ่นจะเริ่มย้ายได้ก่อนเปิดภาคเรียนใน เดือน พ.ค.55 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งเป้าว่าจะต้องย้ายครูได้ไม่น้อยกว่า 50% ซึ่งเมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาโยกย้ายเสร็จแล้ว จะส่งให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไปดำเนินการต่อตามอำนาจหน้าที่อนุมัติ ทั้งนี้หากมีความเห็นต่างจากคณะกรรมการฯ จะต้องมีการให้เหตุผลที่ไม่อนุมัติ และที่สำคัญการดำเนินการเรื่องนี้จะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสให้มากที่สุด

ที่มา หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ก.ค.ศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์การสอบรอง ผอ.-ผอ.สถานศึกษา

 ศึกษาธิการ - ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ว่าที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและผู้อำนวยการสถานศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวสรุปว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มทั่วไป และกลุ่มประสบการณ์ ซึ่งเปิดกว้างให้ข้าราชการครูตั้งแต่ระดับชำนาญการ สามารถสอบข้ามสายงานประถมและมัธยมศึกษาได้ แต่ข้อสอบสายประถมและมัธยมศึกษา ซึ่งจะให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเป็นผู้ออกข้อสอบนั้น จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นการให้โอกาส ไม่แบ่งแยก เป็นรั้วเตี้ยๆ ที่สามารถข้ามไปมาได้ และการขึ้นบัญชีผู้สอบได้ จะขึ้นบัญชีไว้ในจำนวนที่เหมาะสมที่จะเรียกลำดับถึงภายใน ๒ ปีเท่านั้น เพื่อให้รับรู้แต่แรกโดยเร็วที่สุด ถือเป็นการให้โอกาสและความจริงแก่ครูได้ตัดสินใจอนาคตในแต่ละวันได้เลย

หลักเกณฑ์กลุ่มทั่วไป คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก 

รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา และดำรงตำแหน่งครูไม่น้อยกว่า ๔ ปีสำหรับปริญญาตรี และ ๒ ปีสำหรับปริญญาโทขึ้นไป และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา

ผู้อำนวยการสถานศึกษา ต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา และดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ๑) รอง ผอ.สถานศึกษา ๒) รอง ผอ.สพท. ๓) ผช.ผอ.สพท. ๔) จนท.บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๕) ศึกษานิเทศก์หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) และมีประสบการณ์การบริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่ม หรือหัวหน้าหน่วย หรือ ผอ.กลุ่ม มาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี ๖) ครู ที่มีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการ ๗) ดำรงตำแหน่งอื่นที่ ก.ค.ศ.เทียบเท่า คือ ก) ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีหรือเคยมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าชำนาญการ ข) รอง ผอ.สถานศึกษา และผู้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นที่มีประสบการณ์บริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่ม เป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ทั้งนี้การบรรจุแต่งตั้งต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง ผอ.สถานศึกษา ที่ ก.ค.ศ.กำหนด รวมทั้งต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา

หลักเกณฑ์กลุ่มประสบการณ์ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก 

รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา และดำรงตำแหน่งครูไม่น้อยกว่า ๔ ปีสำหรับปริญญาตรี และ ๒ ปีสำหรับปริญญาโทขึ้นไป และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าครูชำนาญการ มาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา

ผู้อำนวยการสถานศึกษา ต้องเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษา และดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ๑) รอง ผอ.สถานศึกษา มาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารอง ผอ.ชำนาญการ ๒) รอง ผอ.สถานศึกษา มาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารอง ผอ.ชำนาญการพิเศษ ๓) รอง ผอ.สพท.มาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่ารอง ผอ.สพท.ชำนาญการพิเศษ ๔) ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่นฯ ระดับชำนาญการพิเศษ และมีประสบการณ์การบริหารไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากลุ่ม หรือหัวหน้าหน่วย หรือ ผอ.กลุ่มมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี ๕) ครู มาแล้วไม่น้อยกว่า ๔ ปี สำหรับวุฒิปริญญาตรี และ ๒ ปีสำหรับปริญญาโท และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าครูชำนาญการพิเศษ มาแล้วไม่น้อยกกว่า ๓ ปี ๖) ครูชำนาญการ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการให้เป็นผู้บริหารติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๒ ปี รวมทั้งต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา

ทั้งนี้ กรณีที่ผู้สมัครมีคุณสมบัติครบทั้ง ๒ กลุ่ม ให้สมัครได้เพียงกลุ่มเดียว 

สำหรับตำแหน่งว่าง ให้ส่วนราชการทั้ง สพฐ. สอศ. กศน. และวิทยาลัยชุมชน กำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างที่จะใช้บรรจุแต่งตั้งสำหรับกลุ่มทั่วไปและกลุ่มประสบการณ์ ในสัดส่วนที่เท่ากันคือ ๕๐:๕๐

หลักสูตรการประเมิน กลุ่มทั่วไป ๒๐๐ คะแนน โดยการสอบข้อเขียนคือ ๑) ความรู้ทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๕๐ คะแนน ๒) ความสามารถในการบริหารงาน ๑๐๐ คะแนน ๓) สมรรถนะทางการบริหาร ๕๐ คะแนน ส่วนกลุ่มประสบการณ์ ๓๐๐ คะแนน แยกเป็นความรู้ทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๒๐๐ คะแนน แยกเป็นความรู้ทั่วไปฯ ๕๐ คะแนน ความสามารถในการบริหารงาน ๑๐๐ คะแนน สมรรถนะทางการบริหาร ๕๐ คะแนน และประเมินประสบการณ์และผลงานอีก ๑๐๐ คะแนน

การรับสมัคร ผู้สมัครสังกัด สพฐ.ต้องสมัครเป็นผู้บริหารสถานศึกษาสังกัด สพป. สพม. หรือสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้ามีคุณสมบัติครบทั้ง ๒ กลุ่มให้สมัครได้กลุ่มเดียว โดยให้เลือกสมัครในเขตพื้นที่การศึกษาที่ประสงค์จะบรรจุแต่งตั้งได้ไม่เกิน ๕ เขตพื้นที่การศึกษา

ผู้อ่านเกณฑ์ผ่านการประเมิน ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐

การบรรจุและแต่งตั้ง ให้บรรจุแต่งตั้งผู้ขึ้นบัญชีจากบัญชีเขตพื้นที่การศึกษา กลุ่มประสบการณ์และกลุ่มทั่วไปในสัดส่วนที่เท่ากัน กรณีมีตำแหน่งว่าง ๑ ตำแหน่ง ให้บรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีกลุ่มประสบการณ์ก่อน ครั้งต่อไปให้บรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีกลุ่มทั่วไปสลับกันไป กรณีบัญชีในกลุ่มประสบการณ์ หรือกลุ่มทั่วไป กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งหมดบัญชีเขตพื้นที่การศึกษาก่อน และบัญชียังไม่ครบอายุการขึ้นบัญชี ให้บรรจุและแต่งตั้งจากบัญชีรวมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรณีผู้ขึ้นบัญชีผู้ใดที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในเขตพื้นที่การศึกษาใดแล้ว ให้ยกเลิกการขึ้นบัญชีในเขตพื้นที่การศึกษาทุกบัญชี และหากได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในบัญชีรวมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ให้ยกเลิกการขึ้นบัญชีเขตพื้นที่การศึกษาทุกบัญชีด้วย

สำหรับสังกัดส่วนราชการอื่น การบรรจุและแต่งตั้งผู้ขึ้นบัญชีตามลำดับที่ และมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง และผ่านการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด

ผู้ที่ขึ้นบัญชีที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ ๔ อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) จะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๔ ปี นับแต่วันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จึงจะขอย้ายออกนอกเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

วิธีการ 

๑. ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน/ส่วนราชการดำเนินการ ดังนี้ ๑) ประกาศรับสมัครและดำเนินการสรรหา โดยระบุคุณสมบัติ หลักสูตร วิธีการคัดเลือก เกณฑ์การตัดสิน การขึ้นบัญชี และการยกเลิกบัญชี และข้อความอื่นๆ ที่จำเป็นให้ผู้สมัครทราบ ไม่น้อยกว่า ๗ วัน ก่อนวันรับสมัคร และมีระยะเวลารับสมัครไม่น้อยกว่า ๗ วัน ๒) พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น

๒. ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา/อ.ก.ค.ศ.ส่วนราชการ บรรจุและแต่งตั้งผู้ขึ้นบัญชีตามลำดับที่ ที่ผ่านการพัฒนาแล้ว และมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานตำแหน่งที่กำหนด

๓. เมื่อบรรจุและแต่งตั้งผู้ขึ้นบัญชีแล้ว ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา/ส่วนราชการ ส่งสำเนาคำสั่ง จำนวน ๑ ชุด ให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ภายใน ๗ วัน นับแต่วันออกคำสั่ง

๔. ให้ส่วนราชการกำหนดนโยบาย หรือแนวทางในการบริหารจัดการในการดำเนินการสอบคัดเลือกให้มีมาตรฐาน ประสิทธิภาพ และคุ้มค่า

๕. ในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ได้ ให้เสนอ ก.ค.ศ.พิจารณา

“สุชาติ” ผุดนโยบายโละการสอบภาค ข. ด้าน ก.ค.ศ.เลื่อนรับสมัครสอบ รอง ผอ./ผอ.สถานศึกษา

“สุชาติ” ผุดนโยบายโละการสอบภาค ข. เหลือแค่ภาค ก.เชื่อ ขจัดปัญหาคอร์รัปชัน พร้อมมอบ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์มาเสนอ 13 ก.พ.นี้ ขณะที่ บอร์ด ก.ค.ศ.รับลูกมีมติ ก.ค.ศ.เลื่อนรับสมัครสอบ รอง ผอ./ผอ.สถานศึกษา 31 ม.ค.-6 ก.พ.55 รอจนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่เสร็จ

 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ได้หยิบยกเรื่องการสอบเข้าสู่ตำแหน่งและสอบเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อหาทางให้การสอบดังกล่าวมีความโปร่งใสปราศจากการเรียกรับเงิน เพราะฉะนั้น ตนจึงมอบนโยบายในที่ประชุมให้ตัดการสอบภาค ข.ออกจากการสอบประเภทต่างๆ เพราะการสอบภาค ข.เปิดช่องให้กับผู้มีอำนาจเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบได้ ทั้งนี้ โดยปกติการสอบเข้าสู่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ (ผอ.). และ ผอ.หรือแม้กระทั่งการสอบบรรจุครูของ ศธ.จะมี 2 ขั้นตอน คือ ภาค ก.เป็นการสอบปรนัยวัดความรู้ทางวิชาการ และผู้ที่ภาค ก.ผ่าน จึงจะมีสิทธิสอบภาค ข.ซึ่งเป็นการสอบสัมภาษณ์ให้ผู้สมัครเข้าสู่ตำแหน่งโชว์วิสัยทัศน์ของตนเอง ซึ่งในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้สอบสัมภาษณ์ว่าจะให้คะแนนเท่าใด ทำให้ผลที่ตามมาก็อย่างที่เรารู้ๆ กัน คือ เกิดการวิ่งเต้นจ่ายเงินเพื่อซื้อตำแหน่ง เพราะฉะนั้น การสอบที่ใช้ดุลยพินิจให้เหลือแต่การสอบภาค ก.แล้วดึงสถาบันที่มีชื่อเสียงมาออกข้อสอบ
“ต้องการขจัดปัญหาคอร์รัปชันในวงการครูกว่า 8 แสนคน ทุกวันนี้ครูไม่เป็นอันกินอันนอนจะทำอะไรก็ต้องวิ่งเต้นจ่ายเงิน การแก้ปัญหาดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดรายจ่ายให้ครู ต่อไปทุกคนจะเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่จ่ายเงิน ทั้งนี้ ได้มอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์การสอบเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ที่สอดคล้องนโยบายของผมมาเสนอในที่ประชุมครั้งหน้าวันที่ 13 กุมภาพันธ์” ศ.ดร.สุชาติ กล่าว
   นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า บอร์ด ก.ค.ศ.มีมติตามแนวทาง รมว.ศึกษาธิการ และได้มอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์การสอบใหม่ที่เน้นข้อสอบปรนัย อย่างไรก็ตาม ปฏิทินเดิม สพฐ.ได้ประกาศรับสมัครคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รอง ผอ.และ ผอ.สถานศึกษา กำหนดรับสมัคร 31 มกราคม 2555 – 6 กุมภาพันธ์  2555 ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้เลื่อนการรับสมัครดังกล่าวออกไปก่อนจนกว่าหลักเกณฑ์ใหม่จะแล้วเสร็จ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์  

อนุมัติย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน สพม.27 (ร้อยเอ็ด)

มติ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 27  (ร้อยเอ็ด)  ในการประชุมครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 20  มกราคม  2555 

อนุมัติการย้ายและตัดโอนตำแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา    สายการสอน  

ดังเอกสารที่แนบมาด้วยนี้

ดาวน์โหลดผลการอนุมัติการย้ายและตัดโอนตำแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา    สายการสอน

ที่มา: http://www.secondary27.go.th/fdownload/2012120173219.pdf

ไขข้อข้องใจ ธุรการโรงเรียน เงินเืดือน 15,000 และเงินตกเบิกวิทยฐานะ ตุลาคม 2555

จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 1/2555

ถึงพี่น้องชาวแผน และผู้สนใจทุกท่านครับ

สวัสดีปีใหม่ครับพี่น้อง หวังว่าคงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่กันอย่างมีความสุขตามอัตภาพของตน   ทุกท่านนะครับ  จดหมายฉบับที่ 12/2554 พี่น้อง ลูกๆ หลานๆ โต้คารมกันไปมาพอสมควร เหตุเกิดเพราะนำเหตุการณ์ที่หนึ่งโยงไปอีกที่หนึ่ง จากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง เหตุการณ์ที่หนึ่งคนหนึ่งไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปได้ทั้งประเทศนะครับ  ดังนั้น หากเราอ่านเจอข้อความที่ส่งเข้ามาในเวทีนี้ ก็โปรดเข้าใจว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลเฉพาะที่ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ประเด็นที่หยิบยกมากล่าวถึงกันมากก็คือ เงินค่าครองชีพ เงินวิทยฐานะตำแหน่งถาวร ความล่าช้าของการจ่ายเงินเดือน ภาระงานที่นอกเหนือหน้าที่ การทำสัญญาจ้าง ฯลฯ เนื่องจากปีงบประมาณ 2555 นี้ งบประมาณล่าช้ากว่ากำหนด 5 เดือน สำนักงบประมาณจึงค่อยๆ จัดสรรงบประมาณมาให้ สพฐ. ซึ่งรอบแรกประมาณร้อยละ 33 ของงบประมาณทั้งหมด ดังนั้นจึงเกิดปรากฏการณ์การทำสัญญาอัตราจ้างเป็นช่วงๆ ขอเรียนให้ทราบว่า มีงบประมาณถึง 30 กันยายน ทุกอัตราครับ และขณะนี้กำลังตั้งงบประมาณปี 2556 ก็จะตั้งให้ทุกอัตราเช่นกัน และพยายามจะเพิ่มธุรการอีกประมาณ 5,000 อัตรา เพื่อแบ่งเบาภาระที่ไม่ใช่งานสอนของคุณครูให้มากขึ้น แต่จะได้ครบทุกอัตราตามที่ต้องการหรือไม่ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งครับ ซึ่งนอกเหนือการควบคุมของ สพฐ.

 ในเรื่องของตำแหน่งถาวรนั้น สพฐ. โดย สพร. กำลังดำเนินการอยู่ครับ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะกระแสโลกทั้งภาครัฐ และเอกชน จะเน้นการจ้างมากกว่าตำแหน่งประจำ  เพราะคล่องตัวและยืดหยุ่นหากมีการปรับหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง  ในหลายๆ ประเทศ ผู้บริหารโรงเรียนยังเป็นอัตราจ้างเลยครับ โดยคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้จ้าง สิ้นปีก็ประเมินกันครั้งหนึ่ง ถ้าผลงานไม่เข้าเป้าก็โละกันทั้งชุด  อย่างไรก็ตาม สพฐ. ก็พยายามต่อสู้ให้อย่างเต็มที่เพื่อให้อัตราจ้างทั้งหลายมีความมั่นคงถาวร หลายคนกระแนะกระแหนว่าดูแลแต่น้องๆ ธุรการ ไม่ใช่หรอกครับ สังเกตสิใครถามผมก็ตอบทั้งนั้น คงเป็นเพราะธุรการเข้ามาถามเป็นจำนวนมาก ผมจึงตอบคำถามเยอะไปหน่อย กระมัง  จึงทำให้นึกไปว่าผมดูแลแต่ธุรการ   เรื่องของเงินเดือนใหม่รวมเพิ่มค่าครองชีพเป็น 15,000 / 12,285 / 9,000 บาทนั้น ต้องรอประกาศจากรัฐบาลหน่อยครับ แต่ขณะนี้ สพฐ. ได้เตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว โดยขอตั้งงบกลางตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 กันยายน 2555 และตั้งงบปกติ 1 ตุลาคม – 30 กันยายน 2556 ขั้นตอนก็คือ รัฐบาลต้องประกาศการขึ้นค่าครองชีพอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จากนั้นคณะรัฐมนตรีต้องอนุมัติงบกลาง สำนักงบประมาณจัดสรรให้ส่วนราชการ ส่วนราชการจัดสรร/โอนเงินให้บุคลากรในสังกัด โปรดติดตามข่าวอย่ากระพริบตาเป็นอันขาด

    สำหรับเรื่องวิทยฐานะของคุณครูที่ได้รับคำสั่ง 1 ตุลาคม 2553 – 30 ธันวาคม 2554 คงได้รับตกเบิก ตุลาคม 2555 นี้ครับ พยายามจะให้เงินเพิ่มส่วนต่างของวิทยฐานะเป็นปัจจุบัน แล้วรับตกเบิกทีหลัง เหมือนที่เคยทำรุ่นคำสั่ง 1 ตุลาคม 2552-30 กันยายน 2553 แต่ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะสำเร็จครับ

ฉบับนี้ขอคุยเรื่อง ทิศทางประเทศไทย ช่วงปี 2555-2559 (เน้นด้านสังคม)  ทิศทาง สพฐ.ปี 2555 และปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จ  เริ่มเลยนะครับ

 

ทิศทางประเทศไทย ช่วงปี 2555-2559

ขณะนี้ได้มีการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) แล้ว เมื่อ 26 ตุลาคม 2554 แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนในทุกระดับ  พยายามตอบสนองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม   สพฐ. จะเกี่ยวข้องในด้านของสังคมมากที่สุด   ดังนั้นจะขอหยิบยกการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมมานำเสนอ ดังนี้

ในช่วง 5 ปี จากนี้ไป ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ โครงสร้างประชากรวัยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เด็กและวัยแรงงานลดลง มีปัญหาเรื่องคุณภาพทางการศึกษา ระดับสติปัญญาของเด็ก พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ผลิตภาพแรงงานต่ำ มีสวัสดิการทางสังคมเพิ่มมากขึ้น แต่ผู้ด้อยโอกาส ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางสังคมอย่างทั่วถึง มีความเหลื่อมล้ำกันในด้านรายได้และโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร มีความเสื่อมถอยทางคุณธรรมและจริยธรรม มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด และการพนันในหมู่เด็กและเยาวชนมากขึ้น แต่คนไทยก็มีความตื่นตัวทางการเมือง และให้ความสำคัญ กับความรับผิดชอบต่อสังคม และธรรมาภิบาลมากขึ้น

วิสัยทัศน์ของแผนฯ 11 กำหนดไว้ว่า “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาได้กำหนดไว้ ดังนี้

1.    ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม

2.    ยุทธศาสตร์การพัฒนาความรู้สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน

3.    ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน

4.    ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

5.    ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาค เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม

6.    ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สพฐ. จะเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ที่ 3 มากที่สุด ซึ่งจะเน้นเกี่ยวกับ

1)    การปรับโครงสร้างและการกระจายตัวประชากรให้เหมาะสม

2)    การพัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง

3)    การส่งเสริม การลดปัจจัยการเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม

4)    การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

5)    การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันสังคม

 
ทิศทาง สพฐ. ปี 2555

งบประมาณปี 2555 ยังเหลืออีกสองขั้นตอนจึงจะจบสิ้นกระบวนการอนุมัติงบประมาณ วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ และการทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้ ซึ่งจะเสร็จสิ้นในวันที่ 27 มกราคม 2555 นี้  จากนั้นงบประมาณก็คงจะจัดสรรได้ในราวกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2555 สพฐ.ได้กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ แผนงาน ผลผลิต โครงการดังนี้

  วิสัยทัศน์

“ สพฐ. เป็นองค์กรขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยให้สูงเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของโลก เข้าสู่มาตรฐานสากล ภายในปี 2563 ”(ปรับ คำว่า สูงเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของโลก ออก และใช้คำว่า   เข้าสู่มาตรฐานสากล แทน)

          พันธกิจ

“พัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา ให้ประชากรวัยเรียนทุกคนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความสามารถตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและการพัฒนาสู่คุณภาพระดับสากล”

จากการประมวลปัญหาในรอบปี 2554 ที่ผ่านมาก็พบว่าเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ยังแก้ไม่ตก แต่มีแนวโน้มดีขึ้น ปัญหาดังกล่าวคือ ยังมีเด็กตกหล่น ออกกลางคัน ไม่เรียนต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักยังไม่น่าพอใจ ขาดครูสาขาเฉพาะทางการบริหารจัดการยังขาดประสิทธิภาพ และจำนวน โรงเรียนมีมากเกินความจำเป็น

กลยุทธ์

1.    พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับตามหลักสูตรและส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้

2.    ปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกในความเป็นชาติไทยและวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

3.    ขยายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงครอบคลุมผู้เรียนได้รับโอกาสในการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ

4.    พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ

5.    พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการตามแนวทางการกระจายอำนาจ ตามหลักธรรมาภิบาล

6.    พัฒนาการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ยากลำบาก

          แผนงาน

1.    แผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

2.    แผนงานสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อการศึกษา

3.    แผนงานสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

4.    แผนงานขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษา

          ผลผลิต

ผลผลิตที่ 1 : ผู้จบการศึกษาก่อนประถมศึกษา

ผลผลิตที่ 2 : ผู้จบการศึกษาภาคบังคับ

ผลผลิตที่ 3 : ผู้จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย

ผลผลิตที่ 4 : เด็กพิการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาสมรรถภาพ

ผลผลิตที่ 5 : เด็กด้อยโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ผลผลิตที่ 6 : เด็กผู้มีความสามารพิเศษได้รับการพัฒนาศักยภาพ

           โครงการ

1.    โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

2.    โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา

3.    โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

4.    โครงการคืนครูให้นักเรียน

5.    โครงการพัฒนาครูทั้งระบบเต็มตามศักยภาพ

6.    โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา

7.    โครงการมัธยมศึกษาเชิงปฏิบัติการ

8.    โครงการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมโลก

ขอเรียนให้ทราบว่าเราเหลือเวลาทำงานกันอย่างเต็มที่ประมาณ 7 เดือน อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า 5 เดือนที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำงาน ทำไม่เต็มที่ต่างหากและถึงแม้ว่า งบประมาณจะถูกตัดไปช่วยน้ำท่วม และภัยหนาวเสียส่วนหนึ่ง สพฐ. ก็พยายามจัดสรรให้ สพป./สพม. ให้มากที่สุด และขณะนี้ขอตรึงยอดงบประมาณพื้นฐานไว้ที่ 8 ล้าน และ 6 ล้าน ตามลำดับ ส่วนงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับจัดทำโครงการต่างๆ นั้น คงต้องรอฟังนโยบาย ของรัฐมนตรีท่านใหม่สักนิดนึงครับ ว่าท่านจะเน้นเรื่องใดเป็นพิเศษ คงไม่เกินกลางเดือนกุมภาพันธ์ สพป./สพม. คงทราบยอดเงินงบประมาณทั้งหมดครับ

 

ปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จ

ประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (Program me for International Student Assessment : PISA) ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยองค์กรเพื่อความร่วมมือ และพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) โดยประเมินนักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ หรือกลุ่มอายุ 15 ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ประเมินทุกๆ 3 ปี ประเมินครั้งแรก คือ PISA 2000 จะเน้นการอ่าน PISA 2003 เน้นคณิตศาสตร์ PISA 2006 เน้นวิทยาศาสตร์ PISA 2009 เน้นการอ่าน ประเมินครั้งต่อไป คือ ปีนี้ ก้จะเน้นคณิตศาสตร์  วิชาที่เน้นจะให้น้ำหนักร้อยละ 60 ที่เหลืออีกสองวิชา จะให้นำหนักวิชาร้อยละ 20 ผลการประเมิน PISA 2009 สำหรับประเทศไทย มีดังนี้

การอ่าน         ได้ 421 คะแนน ลำดับที่ 50 (ค่าเฉลี่ย 492)

คณิตศาสตร์     ได้ 419 คะแนน ลำดับที่ 52 (ค่าเฉลี่ย 496)

วิทยาศาสตร์     ได้ 425 คะแนน ลำดับที่ 49 (ค่าเฉลี่ย 501)

ผลการประเมิน พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนต่ำทุกวิชา และมีแนวโน้มลดลง จากการนำข้อมูลผลการประเมิน 65 ประเทศ (OECD 34 ประเทศ ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก OECD 31 ประเทศ) มาวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยที่ทำให้ระบบโรงเรียนประสบความสำเร็จ มีดังนี้

1.    โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องจัดให้นักเรียนมีโอกาสในการเรียนเท่าเทียมกัน ไม่ว่านักเรียนจะมีภูมิหลังทางเศรษฐกิจ – สังคม ต่างกันมากน้อยเพียงไร

2.    โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะมีความเป็นอิสระสูงในการออกแบบการเรียนการสอนและการประเมินผล ไม่แข่งขันการรับนักเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนมีทางเลือกหลากหลาย

3.    โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จมักจะมีนักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมดี

4.    โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเป็นโรงเรียนที่ผู้ปกครองมักเลือกเพราะคุณภาพทางวิชาการมากกว่าความต้องการที่จะให้โรงเรียนช่วยเหลือด้านการเงิน

5.    โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ จะมีการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับคุณภาพครู มากกว่าทำชั้นเรียนมีขนาดเล็ก เพื่อให้ครูสอนได้ทั่วถึง

6.    นักเรียนและครูในโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีระเบียบวินัย และมีพฤติกรรมทางบวก

ข้อค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา

มีมากมายทั้งวิจัยเดี่ยวและงานวิจัยเชิงอภิมาน(Meta-analysis) ก็ยืนยันผลวิจัยทำนองนี้ แต่ไฉนเรายังแก้ปัญหาซ้ำซากไม่ตกสักที ฉงนฉงายจริงๆ
คงแค่นี้ก่อนนะครับ ขอให้ทุกท่านมีความพึงพอใจ มีความสุข มุ่งมั่นกับงานในความรับผิดชอบของเราให้เกิดผลที่เป็นเลิศครับ

ที่มา : http://210.246.188.61/ewtadmin/ewt/demo_0850/ewt_news.php?nid=781&filename=index_plan

สอศ.ไฟเขียวครูอาชีวะคืนถิ่น ผลการพิจารณา โครงการย้ายครูคืนถิ่น

สอศ.ไฟเขียว 511ครูอาชีวะคืนถิ่นเพื่อขวัญกำลังใจ เชื่อทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพส่งผลดีต่อเยาวชนและผู้เรียนสายอาชีวะ

วันนี้ ( 17 ม.ค.) ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการจัดให้มีโครงการครูคืนถิ่น เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาย้ายกลับภูมิลำเนา โดยให้ยื่นความประสงค์เพื่อขอย้ายคืนถิ่น ระหว่างวันที่ 1 – 31 ธ.ค.54 นั้น ปรากฏว่ามีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ยื่นความจำนงขอย้ายจากสถานศึกษาทั่วประเทศจำนวน 1,002 คน โดย สอศ.ได้พิจารณาตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) กำหนด และเห็นชอบให้มีการย้ายคืนถิ่นได้ จำนวนทั้งสิ้น 511 คน แบ่งเป็นภาคกลาง 149 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 148 คน ภาคเหนือ 123 คน และภาคใต้ 91 คน สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณานั้นมีหลายองค์ประกอบ อาทิ สถานศึกษาที่ขอย้ายไปดำรงตำแหน่งนั้นมีอัตราว่างหรือไม่ วุฒิการศึกษาของผู้ยื่นย้ายตรงกับความต้องการของสถานศึกษาที่จะขอย้ายไปหรือไม่ ความอาวุโส และภูมิลำเนาที่ย้ายไปต้องเป็นถิ่นที่อยู่ของตนเอง ของคู่สมรส หรือของบิดา มารดาตนเอง

“การย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการครู ช่วยให้ครูที่เคยขอย้ายมาหลาย ๆ ปี ได้มีโอกาสย้ายกลับถิ่นที่อยู่ของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและยังส่งผลดีถึงเยาวชนและผู้ที่เข้ามาเรียนในสายอาชีวศึกษา โดยผู้ที่ได้รับการพิจารณาเห็นชอบให้เข้าร่วมโครงการครูคืนถิ่นจะเดินทางไปปฏิบัติงานที่สถานศึกษาแห่งใหม่ ในวันที่ 2 เม.ย.2555 เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอน ส่วนสถานศึกษาที่มีครูย้ายออกจะมีการเปิดสอบบรรจุครูใหม่เป็นการทดแทน เพื่อให้มีครูทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2555 โดยสามารถตรวจดูรายชื่อผู้ที่ได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการทางเว็บไซต์ http://www.boga.go.th/boga/”เลขาธิการกอศ.กล่าว

ผลการพิจารณาตามโครงการย้ายครูคืนถิ่น  สังกัดอาชีวศึกษา

ผลการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คำสั่งที่ 78/2555 ลงวันที่ 17 มกราคม 2555

ผลการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คำสั่งที่ 79/2555 ลงวันที่ 17 มกราคม 2555

ผลการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คำสั่งที่ 80/2555 ลงวันที่ 17 มกราคม 2555

ผลการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คำสั่งที่ 81/2555 ลงวันที่ 17 มกราคม 2555

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 27 other followers