รมว.ศธ.ประชุมทางไกล (Video Conference) กับ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ


สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) – 
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมทางไกล (Video Conference) กับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา-มัธยมศึกษา ๒๒๕ เขตทั่วประเทศ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ สพฐ.  โดยมี ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกเต และคณะผู้บริหาร สพฐ.ร่วมประชุมทางไกล โดยมีสาระสำคัญ ๗ เรื่อง สรุปดังนี้

๑. คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) ใช้ชื่อว่า “คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตสำหรับนักเรียน ป.๑ และ ม.๑ ทุกคน” เป็นโครงการที่จะช่วยยกระดับเทคโนโลยีทางการศึกษา ทำให้การเรียนการสอนมีความทันสมัยและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ลงนามจัดซื้อคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต จำนวน ๘๐๐,๐๐๐ เครื่องแล้ว เมื่อเครื่องมาถึง ศธ. ก็จะทำการนำซอฟต์แวร์ใส่ลงไปในเครื่อง จัดใส่กล่องเพื่อกระจายเครื่องไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนทั่วประเทศต่อไป และจัดหางบประมาณมาติดตั้งสัญญาณ Wi-Fi กระจายในโรงเรียนต่างๆ  โดยคาดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้จะสามารถส่งเครื่องถึงนักเรียนชั้น ป.๑ ส่วนนักเรียนชั้น ม.๑ จะได้รับแจกในภาคเรียนที่ ๒ ของปีการศึกษา ๒๕๕๕

๒. การปฏิรูปการศึกษา ที่เน้น Accountability และ Transparency  ศธ.จะนำ Accountability ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบ และ Transparencyหมายถึงความโปร่งใส มาเป็นตัวนำในการจัดการศึกษา เพื่อให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นทั้งระบบ เพื่อให้เกิดเป็นจิ๊กซอว์ต่อกันได้อย่างสอดคล้องกัน ทั้ง “ความรับผิดชอบ” ซึ่งจะดูจากผลการสอบ O-Net ของนักเรียนเป็นผลงานสะท้อนการสอนของครู และผลงานของครูก็จะสะท้อนการบริหารของผู้อำนวยการโรงเรียนและของโรงเรียนตามลำดับ ส่วน “ความโปร่งใส” เนื่องจากกฎหมายของ สพฐ.ต้องการกระจายการบริหารงานบุคคลลงไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาอย่างเต็มที่ จึงต้องคำนึงถึงความโปร่งใสในการให้ครูเข้าสู่ระบบทุกระดับ ต้องได้รับการเลื่อนขั้น และได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรม โปร่งใส ซึ่งจะส่งผลให้ครูมีกำลังใจในการสอนต่อไป ถ้าทำได้เช่นนี้ Value Judgment ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และขอเน้นย้ำว่าควรจะลดการใช้ดุลยพินิจ โดยให้เปลี่ยนเป็นการเน้นที่ผลงานให้มากขึ้น เพื่อให้การศึกษาเกิดความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม

๓. โครงการครูคืนถิ่น  จากเดิมที่สามารถย้ายได้เพียง ๑๙% ของจำนวนผู้ยื่นคำร้องทั้งหมด แต่ในปีนี้มีผู้ยื่นคำร้องถึง ๒๐,๗๑๗ คน ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาให้ย้ายได้จำนวน ๑๐,๑๗๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๕๐.๓๔ จึงขอฝากว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถย้ายโดยนำอัตราไปด้วยถึง ๘,๐๐๐ คน เพื่อให้ครูได้มีกำลังใจในการทำงาน ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว มีความอบอุ่นในชีวิตมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้จัดทำเป็นประจำทุกปี หลังจากนี้การย้ายต่างๆ ก็จะต้องเป็นการย้ายในระบบปกติ  สำหรับข้อกังวลของโรงเรียนหรือครูเกี่ยวกับการหาครูมาสอนในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ในโรงเรียนที่ขาดอัตราจำนวนมาก โรงเรียนสามารถจ้างครูได้เอง โดยจ้างในรูปแบบของพนักงานมหาวิทยาลัย แต่จะไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ และอย่าได้กังวลว่าจะรับคนไม่ดีเข้ามาทำงาน เพราะคนที่ไม่ดีเมื่อเข้ามาทำงานจริง ก็จะไม่สามารถอยู่ได้ ซึ่ง สพฐ.ได้เตรียมแผนรองรับผลกระทบจากการดำเนินงานตามโครงการครูคืนถิ่น ดังนี้

  • มาตรการเร่งด่วน (ด้านอัตรากำลัง) จัดสรรอัตราข้าราชการครูที่ว่างจากผลการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ จำนวน ๑,๘๓๑ อัตรา และขอใช้อัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ โดยจัดสรรทดแทนและเพิ่มเติมให้แก่สถานศึกษาที่ครูได้รับการพิจารณาย้ายออก ๒ กรณี คือ ๑) สถานศึกษาที่ขาดครูขั้นวิกฤต ตั้งแต่ร้อยละ ๓๐ ขึ้นไป และ ๒) สถานศึกษาขนาดเล็กที่ขาดครูและมีครูไม่ครบชั้น รวมทั้งขอให้ สพท.เร่งสำรวจสภาพปัจจุบัน ปัญหา และผลกระทบจากการย้ายตามโครงการครูคืนถิ่น เพื่อให้คำปรึกษา ชี้แจง และทำความเข้าใจแก่สถานศึกษา
  • มาตรการระยะกลาง (ด้านอัตรากำลัง) สพฐ.จะพิจารณาจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูเกษียณอายุราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๔ จัดทำแผนเกลี่ยอัตรากำลังข้าราชการครู รวมทั้งเกลี่ยอัตราพนักงานราชการ (ตำแหน่งครูผู้สอน) กรณีที่ว่างลงในสถานศึกษาที่มีอัตรากำลังครูครบเกณฑ์หรือเกินจากเกณฑ์ ก.ค.ศ.กำหนด และจะส่งเสริม สนับสนุน ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร ขวัญและกำลังใจแก่สถานศึกษาที่ขาดครูเป็นกรณีพิเศษ

ทั้งนี้ สพฐ.จะจัดงาน “โครงการครูคืนถิ่น” ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ โดยเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีเปิด พร้อมถ่ายทอดสดระหว่างเวลา ๐๙.๐๐-๑๐.๔๐ น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีจะชมการแสดง เยี่ยมชมนิทรรศการ “ครูคืนถิ่น ครูแห่งคุณภาพ” และมอบของที่ระลึกแก่ตัวแทนครอบครัวครูคืนถิ่นด้วย

๔. การสรรหารองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สพฐ.ได้ประกาศรับสมัครสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งมีผู้สมัครทั้งสิ้น ๑๖,๕๒๓ คน เป็นผู้มีสิทธิ์ จำนวน ๑๖,๑๐๒ คน โดยมีกำหนดสอบข้อเขียนในวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ สนามสอบโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๓๓ สนามสอบ และจะประกาศผลภายในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ในการนี้ มีตำแหน่งว่างที่จะเรียกมารายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ๑,๐๑๘ ตำแหน่ง ประกอบด้วย
– ผอ.รร.ประถม          จำนวน           ๑๙๘    ตำแหน่ง
– รอง ผอ.รร.ประถม    จำนวน           ๔๓๗   ตำแหน่ง
– ผอ.รร.มัธยม           จำนวน             ๒๐    ตำแหน่ง
– รอง ผอ.รร.มัธยม      จำนวน           ๓๑๐    ตำแหน่ง
– ผอ.รร.สศศ.            จำนวน               ๑    ตำแหน่ง
– รอง ผอ.รร.สศศ.       จำนวน             ๕๒    ตำแหน่ง

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีที่จะมารายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในครั้งแรก ๑,๐๑๘ คนนี้ ก.ค.ศ.กำหนดให้มีการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนดให้เรียบร้อยก่อน จึงจะกำหนดวันให้มารายงานตัวเพื่อเลือกโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง

๕. การสอบบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งครูผู้ช่วย  ารสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี ๒๕๕๕ มีกำหนดการสอบแข่งขัน ดังนี้

– ประกาศรับสมัครสอบแข่งขัน วันที่ ๑-๗ มิถุนายน ๒๕๕๕

– รับสมัครสอบแข่งขัน วันที่ ๘-๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

– สอบภาค ก. วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๕

– สอบภาค ข. วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕

– ประกาศผลการสอบแข่งขัน ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๕

แนวปฏิบัติในการดำเนินการสอบแข่งขัน

– สพท.ที่ดำเนินการสอบแข่งขันฯ ต้องไม่มีผู้สอบแข่งขันได้ในกลุ่มวิชาหรือทางหรือสาขาวิชาเอกเดียวกันขึ้นบัญชีรอการบรรจุ

– ผู้สมัครสอบแข่งขันจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ.๒๕๔๗ คือต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามระเบียบของคุรุสภาว่าด้วยการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมด้วย

– หากมีปัญหาเกี่ยวกับคุณวุฒิ สาขาวิชาเอกที่ใช้ในการสมัครสอบ ขอให้หารือกับ ก.ค.ศ.โดยตรง และรายงานให้ สพฐ.ทราบ

– สพฐ.จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ สพท.เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสอบแข่งขันเท่าที่จำเป็นและประหยัด

– สพท.ที่มีบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ปี พ.ศ.๒๕๕๓ และบัญชี ปี พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ต่อไป จนครบอายุการขึ้นบัญชี

– ให้ สพท.รายงานข้อมูลการเรียกบรรจุให้ สพฐ.ทราบทุกครั้ง ที่มีการเรียกบรรจุเพิ่มเติม พร้อมทั้งประกาศให้ทราบโดยทั่วกันทางเว็บไซต์ของ สพท.

๖. โครงการครูมืออาชีพ จะรับสมัครเพื่อสอบแข่งขันทั่วประเทศ เป็นการสอบล่วงหน้า ๑ ปี จำนวน ๓๐% ของจำนวนที่รับทั้งหมด โดยผู้สมัครจะต้องเป็นนักศึกษาปี ๔ ทุกคณะต่างๆ ที่สนใจจะมาเป็นครู โดยจะต้องเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ป.บัณฑิต) เพิ่มเติม ทั้งนี้จะต้องมีการระบุเขตที่จะบรรจุ เพื่อลดการย้ายกลับคืนถิ่นในอนาคต และหลังจากจบการศึกษาพร้อมทั้งได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแล้ว ก็จะได้รับการบรรจุทันที อีก ๔๐% จะเป็นการสอบแข่งขันทั่วไป สำหรับผู้ที่สนใจจะมาเรียนครูและมีเกรดเฉลี่ยไม่ถึง ๓.๐๐ ทั้งนี้ในอนาคตครูที่สอนอยู่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน จะได้ปรับเป็นครูมืออาชีพทั้งหมด โดยได้มอบหมายให้ สพฐ. และ ก.ค.ศ. คิดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อให้ครูเหล่านี้ได้ประกาศนียบัตรครูมืออาชีพ และให้เป็นคะแนนผลงานในการเลื่อนขั้นและเลื่อนวิทยฐานะด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะเชื่อมโยงกับหลักเกณฑ์การสอนเด็ก เพื่อลด/ยกเลิกการทำวิจัยลง

๗.   วิทยฐานะครูและผู้บริหาร สพฐ.มีนโยบายที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะ ตามนโยบายของ ศธ.โดยใช้หลักเกณฑ์การตัดสินที่เป็นปรนัย เน้นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดกับผู้เรียน ซึ่งได้ยกร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อเตรียมเสนอให้ ก.ค.ศ.พิจารณา ดังนี้

  • ยกร่างหลักเกณฑ์ฯ ด้วยข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement) สายงานการบริหารการศึกษาและสายงานบริหารสถานศึกษา โดยการประเมิน ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา/ผู้บริหารสถานศึกษา  ๒) ด้านประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารการศึกษา/ผู้บริหารสถานศึกษา ๓) ด้านผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลงการปฏิบัติงาน โดยใช้กระบวนการ P4 ได้แก่ ๑) Performance Agreement ประเมินสาระสำคัญและความเป็นไปได้แล้วจัดทำข้อตกลงการปฏิบัติงาน ๒) Pre-assessment ประเมินก่อนการปฏิบัติงาน  ๓) Performing ประเมินระหว่างการปฏิบัติงาน  และ ๔) Post-assessment ประเมินหลังการปฏิบัติงาน
  • ยกร่างหลักเกณฑ์ฯ ด้วยการประเมินสมรรถนะ (TPK MODEL) สายงานการสอนและสายงานนิเทศการศึกษา ดังนี้ การประเมิน ๒ ด้าน คือ ๑) ทดสอบสมรรถนะ และ ๒) ผลการปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ ส่วนที่ ๑ ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-Net) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และส่วนที่ ๒ รายงานผลการปฏิบัติงานการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในลักษณะที่เป็นสาระนิพนธ์ ไม่เกิน ๒๐ หน้า

ที่มา : สำนักข่าวรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

Advertisements

About kruyong

เครือข่ายการเรียนรู้ โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด

Posted on พฤษภาคม 12, 2012, in ข่าวการศึกษา, ข่าววงการครู and tagged , , , , , , , , , , , . Bookmark the permalink. 2 ความเห็น.

  1. ครูกินข้าว

    ใครติดต่อท่านได้ กรุณาบอกท่านด้วย ครูกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า อยากเลื่อนกูก็เลื่อนไปเรื่อยๆๆ หากได้ย้ายก็เสียสองต่อ เพราะตอนนี้จ่ายค่าเทอมค่าเช่าบ้านให้ลูกไปแล้ว ได้ย้ายก็ต้องจ่ายใหม่ ห่วยๆๆๆแบบนี้ถึงได้เป็นด๊อก…เตอร์

ความคิดเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: