Category Archives: กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

เผยแพร่ผลงาน Best Practice คุณครูอุไลวรรณ แสนทวี

Doppler Effect ?

คลื่นกลเกิดขึ้นได้อย่างไร

คลื่นกล

การซ้อนทับของคลื่น

Samsung เผยโฉมสุดยอดนักคิด ผู้ชนะเลิศโครงการ ‘ซัมซุง โฮป ฟอร์ ชิลเดร้น’ จตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษกคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2

จากโครงการ ‘ซัมซุง โฮป ฟอร์ ชิลเดร้น’ 12 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย ได้แก่ 1. หมวกเซ็นเซอร์ 2. โปรเจคเตอร์พกพา 3.ถังอัจฉริยะ 4.เครื่องให้อาหารสัตว์ระบบพลัง งานน้ำหยด 5.เฮลตี้ วอช 6.ไฟฟ้าไร้สาย 7.เครื่องสีข้าวกล้องงอกสำเร็จรูป 8.เครื่องช่วยผ่อนคลายกลิ่นสมุนไพร 9.ซูเปอร์ตู้อบแห้งพลังแสงอาทิตย์ 10.มีดกรีดยางรักษ์ไม้ 11.มหัศจรรย์บาสเก็ตบอล และ 12.แสงสว่างในโลกแห่งความมืด

ผู้ชนะเลิศโครงการ “ซัมซุง โฮป ฟอร์ ชิลเดร้น – ซัมซุงสร้างนักคิด” จะได้รับ Samsung Learning Space พื้นที่สำหรับนักคิด เพื่อใช้ในการพัฒนาศักยภาพและเสริมองค์ความรู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้ง 3 ทีมผู้ชนะยังได้รับโอกาสพิเศษเดินทางไปทัศนศึกษาเพื่อสัมผัสสุดยอดประสบการณ์ ณ ซัมซุง ดิจิตอล ซิตี้ ณ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรนวัตกรรมของซัมซุงที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน พร้อมทุนการศึกษาจากซัมซุง รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท

ซึ่งโรงเรียนของเรา  จตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก  ซึ่งได้ส่งผลงาน “ซูเปอร์ตู้อบแห้งพลังแสงอาทิตย์”  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  พร้อมกันนี้ซัมซุงได้มอบทุนการศึกษา  30,000  บาท  และได้ไปทัศนศึกษา Samsung Digital City  ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่  22 – 26  ตุลาคม 2555 นี้ สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย  1.เด็กหญิงปาริฉัตร  พิมพ์สวัสดิ์ ม.3/9  ,  2.เด็กหญิงพัทธ์ธียา  เฉวียงหงส์ ม.3/9  และคุณครูอภิชาติ  ถูสินแก่น ครูที่ปรึกษาโครงการ

ขอชื่นชมและแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะ

ร่วมโหวต ร่วมเชียร์ ร่วมเป็นกำลังใจให้ เราชาวชมพูทอง

ซัมซุมสร้างนักคิด  โรงเรียนของเราได้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ 

พวกเรามาร่วมโหวต ร่วมเชียร์ ร่วมเป็นกำลังใจให้ เราชาวชมพูทอง

ผลการประกวดแข่งขันกิจกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ประจำปี 2555

ผลการประกวดแข่งขันกิจกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องในสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ประจำปี 2555
ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 27 ของโรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก
1. การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ม.1-ม.3 อันดับที่ 4 ได้รางวัลเหรียญเงิน
2. การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ม.4-ม.6 อันดับที่ 4 ได้รางวัลเหรียญเงิน
3. การแข่งขันวาดภาพทางวิทยาศาสตร์ ม.1-ม.3 ได้รางวัลเหรียญทองแดง
4. การแข่งขันวาดภาพทางวิทยาศาสตร์ ม.4-ม.6 อันดับที่ 1 ได้รางวัลเหรียญทอง
5. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสำรวจ ม.1-ม.3 อันดับ 3 ได้รางวัลเหรียญทอง
6. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสำรวจ ม.4-ม.6 อันดับที่ 4 ได้รางวัลเหรียญเงิน
7. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง ม.1-ม.3 ได้รางวัลเหรียญทอง
8. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง ม.4-ม.6 ได้รางวัลเหรียญทอง
9. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ม.1-ม.3 อันดับที่ 4 เหรียญทอง
10. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ม.4-ม.6 อันดับที่ 2 เหรียญทอง
11. การแข่งขันจรวดขวดน้ำประเภทยิงไกล ม.1-ม.6 อันดับที่ 1 เหรียญทอง
12.การแข่งขันจรวดขวดน้ำประเภทแม่นยำ ม.1-ม.6 ได้รางวัลเหรียญทองแดง
13. การแข่งขันการพูดทางวิทยาศาสตร์ ม.1-ม.3 ได้รางวัลเหรียญทอง
14. การแข่งขันการพูดทางวิทยาศาสตร์ ม.4-ม.6 ได้รางวัลเหรียญทอง
15. การประกวดสิ่งประดิษฐ์ชุดแฟนซี รีไซเคิล ม.1-ม.6 ได้รางวัลเหรียญทองแดง
16. การแข่งขันทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ม.1-ม.3 ได้รางวัลเหรียญเงิน
17. การแข่งขันทักษะการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ม.4-ม.6 ได้รางวัลเหรียญทองแดง

 

ที่มา :  http://art62.sillapa.net/sci55/

‘นาซ่า’ปล่อยยานอวกาศคิวริออสซิที(Curiosity) ลงจอดดาวอังคารสำเร็จ

‘นาซ่า’ปล่อยยานอวกาศลงจอดดาวอังคาร

ยานสำรวจดาวอังคาร ‘คิวริออสซิตี้’ ที่แพงที่สุดของนาซ่า สัมผัสผิวดาวอังคารแล้ว

Curiosity

      6 ส.ค.55 ยานสำรวจ “คิวริออสซิตี้” มูลค่า 2,500 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 75,000 ล้านบาท ขององค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซ่า ได้ลงจอดบนดาวอังคาร และได้ส่งสัญญาณว่าภารกิจได้ลุล่วงแล้ว กลับไปยังศูนย์ควบคุมที่พาซาเดน่า รัฐแคลิฟอร์เนียว่าสามารถลงสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร หรือ ดาวแดง เรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้เวลาในการเดินทางนานถึง 8 เดือน ถือเป็นภารกิจสำรวจดาวอังคารที่แพงที่สุดและทะเยอทะยานที่สุด

เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุม เจ็ต พร็อพพุลชั่น แลบอราทอรี่ ของนาซ่า เปิดเผยว่า สามารถยืนยันได้ว่ายานลงจอดแล้วจริงๆ ขณะที่ยานสำรวจ คิวริออสซิตี้ ซึ่งเป็นประเภท โรเวอร์ น้ำหนัก 1 ตัน ที่สามารถวิ่งบนพื้นผิวดาวอังคารได้ ได้ชื่อว่า เป็นยานที่มีความไฮเทคมากที่สุดของนาซ่า เท่าที่เคยออกแบบมา และลงจอดด้วยระบบอะโครเบติก คือ เมื่อถูกปล่อยออกมาแล้ว สามารถจุดระเบิดด้วยตัวเองก่อนลงจอด และส่วนที่ลงจอดคือส่วนที่มีล้อสำหรับการใช้งานจริง

เผยภาพแรกดาวอังคาร จากยาน คิวริออสซิที

ภาพแรกของยานสำรวจที่จะเห็นเงาของยานกระทบกับพื้นผิวของดาวอังคาร เป็นภาพประวัติศาสตร์ และถือเป็นความสำเร็จขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ

ภาพล้อของยานจากยานคิวริออซิตี ที่จอดบนพื้นผิวดาวอังคาร (เอเอฟพี/นาซาทีวี)


               ยานคิวริออสซิที(Curiosity) ยานภารกิจสำรวจดาวอังคารขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ นาซา เตรียมลงจอดพื้นผิวดาวอังคาร และส่งสัญญาณกลับมายังโลกในวันนี้ (6ส.ค.) โดยยานดังกล่าว จะทำการสำรวจดาวอังคารว่า มีสภาพภูมิประเทศเป็นเช่นไร และภูมิอากาศบนดาวอังคารเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ และกุญแจสำคัญของยานนี้จะเป็นสิ่งบ่งบอกว่า หากบนดาวอังคารมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ก็เป็นความหวังให้มนุษย์เดินทางไปสำรวจดาวอังคาร มากขึ้น รวมไปถึงตั้งรกรากในอนาคต

                        ยานคิวริออสซิตี้ ถูกปล่อยลงบนชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร บนพื้นที่ 20,920.5 ล้านกิโลเมตร ถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ยานลำนี้จะเคลื่้อนตัวอย่างช้าๆ ไปยังหลุมขนาดใหญ่ โดยการขับเคลื่อนอัตโนมัติ และวิศวกรจะคอยจับตาดูว่า มันสามารถทำงานได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่

นาซ่ายกย่องความสำเร็จครั้งนี้ เทียบเท่ากับซูเปอร์โบว มีการเชิญบรรดาคนที่มีชื่อเสียงไปร่วมเป็นสักขีพยานมากกว่า 1

ที่มา :  คมชัดลึกออนไลน์วันที่ 06-08-2555

โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร? กำเนิดโลก ตอนที่ 1

Eris ดาวเคราะห์แคระของสุริยจักรวาล

Eris ดาวเคราะห์แคระของสุริยจักรวาล

สุริยะ จักรวาลที่คนโบราณเมื่อ 4,000 ปีก่อนรู้จักประกอบด้วย ดาวเคราะห์ 6 ดวง ได้แก่ พุธ ศุกร์ โลก อังคาร พฤหัสบดี และเสาร์ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเวลาต่อมา ทำให้ Herschel พบดาวยูเรนัส John Adams พบดาวเนปจูน และนักดาราศาสตร์ได้เห็นดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์เหล่านี้ รวมถึงดาวเคราะห์น้อยด้วย และเมื่อถึงปี 2473 Clyde Tombaugh ก็ได้พบดาวพลูโตว่าเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่โคจรอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มาก ที่สุด

ในปี 2486 Kenneth Edgeworth เป็นนักดาราศาสตร์คนแรกที่ได้เสนอความคิดว่า สุริยะจักรวาลคงมีวัตถุขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากที่โคจรรอบ และอยู่ไกลดวงอาทิตย์ยิ่งกว่า พลูโต ซึ่งวัตถุเหล่านี้ เป็นขยะที่หลงเหลือหลังจากที่ดาวเคราะห์ใหญ่น้อยทั้ง 9 ดวง ได้ถือกำเนิดแล้ว แต่ก็ไม่มีใครเห็นวัตถุที่ Edgeworth กล่าวถึงเลย ทั้งนี้เพราะวัตถุเหล่านั้นมีขนาดเล็ก และผิวของมันสะท้อนแสงน้อย

ก. (บนซ้าย) กลุ่มดาวเคราะห์ภายในของสุริยะจักรวาลตั้งแต่พุธจนถึงของพฤหัสบดี
ข. (บนขวา) กลุ่มดาวเคราะห์ภายนอกตั้งแต่เสาร์ ยูเรนัส เนปจูน พลูโต และเซ็ดนา
ค.(ล่างขวา) แสดงวงโคจรของ Sedna และ
ง. (ล่างซ้าย) ตำแหน่งของสุริยจักรวาลกับเมฆ Aort

จนกระทั่งถึงปี 2535 การค้นหาดาวชนิดที่ไม่มีแสงในตัว และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ รอบดวงอาทิตย์ อีกทั้งอยู่ไกลมากก็ประสบความสำเร็จ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ได้เห็น ดาวขนาดเล็กเหล่านี้กว่า 50,000 ดวงแล้ว ดาวส่วนใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวตั้งแต่ 10 – 100 เมตร แต่บางดวงก็ใหญ่ คือ มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตร

ทฤษฎีกำเนิดของสุริยะจักรวาลที่นักดาราศาสตร์ยึดถือ พยากรณ์ว่า เมื่อดาวเคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์ถือกำเนิดเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ณ ไกลห่างจากดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าดาวพลูโต จะมีวัตถุขนาดเล็กมากมายโคจรจำนวนรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้น เวลาวัตถุเหล่านี้โคจรตัดหน้าดาวฤกษ์ ความสว่างของดาวฤกษ์ที่ปรากฏต่อสายตาของนักดาราศาสตร์บนโลกที่กำลังสังเกต ดาวฤกษ์ดวงนั้นจะลดลงทันที การรู้ข้อมูลเวลาที่วัตถุบดบังแสงจะทำให้นักดาราศาสตร์รู้ขนาดของมันได้ ทฤษฎีสุริยะจักรวาลยังพยากรณ์อีกว่า วัตถุที่มีขนาดเล็กตั้งแต่ 10 – 100 เมตรนี้ มีทั้งสิ้นประมาณพันล้านล้านชิ้น

เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2546 Michael Brown แห่ง California Institute of Technology ซึ่งใช้กล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาว Keck บนยอดเขา Mauna Kea ในฮาวาย ได้ทำให้วงการดาราศาสตร์สั่นสะเทือน ด้วยข่าวการพบดาวดวงหนึ่งซึ่งเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ แต่มีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต โคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ยิ่งกว่าดาวพลูโต และดาว Sedna ที่พบโคจรรอบดวงอาทิตย์ เมื่อปี 2541 เสียอีก

Brown ได้ตั้งชื่อเล่นของดาวดวงใหม่ว่า “Xena” ตาม ชื่อของเทพเจ้าสาวในตำนานเทพนิยายของชนเผ่า Inuit ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในทะเลน้ำแข็งได้นานถึง 650 ปี นักดาราศาสตร์ได้เรียกชื่อดาวอย่างเป็นทางการว่า 2003 UB 313 การศึกษาคุณสมบัติของ Xena ทำให้เรารู้ว่า อุณหภูมิที่ผิวของดาวสูงประมาณ -243 องศาเซลเซียส ผิวมีสีแดงเรื่อๆ คล้ายดาวอังคาร อีกทั้งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3000 – 400 กิโลเมตร (จึงใหญ่กว่าพลูโตที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2,390 กิโลเมตร) ข้อมูลยังแสดงอีกว่า ระนาบการโคจรของ Xena เอียงทำมุม 45 องศา กับระนาบการโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ และวงโคจรมีความรียิ่งกว่า

วงโคจรของพลูโตและ Xena โคจรห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ยประมาณ 3 เท่าของระยะทางที่พลูโตห่าง ดังนั้น มันจึงใช้เวลาประมาณ 2 เท่าของ พลูโตในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ การอยู่ไกลมากเช่นนี้ ทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเป็นวัน จึงเดินทางถึง Xena แล้วสะท้อนกลับมายังโลก

นอกจาก Xena จะมีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโตแล้ว นักดาราศาสตร์ก็ยังพบอีกว่า Xena มีดวงจันทร์บริวารหนึ่งดวงชื่อ Gabrielle ซึ่งโคจรรอบมันทุก 14 วัน และดวงจันทร์นี้มีความสว่างน้อยกว่า Xena ราว 60 เท่า การมีดวงจันทร์บริวาร และมีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโตเช่นนี้ ทำให้นักดาราศาสตร์ต้องหันมาทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับสถานภาพของดาวพลูโต ใหม่ว่า สมควรเรียกมันเป็นดาวเคราะห์ต่อไปหรือไม่

ภาพเปรียบเทียบวงโคจรและเส้นผ่าศูนย์กลางของ Sedna กับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ของสุริยะจักรวาล

เพราะถ้าให้มันเป็นดาวเคราะห์ นั่นก็หมายความว่า ดาวอื่นๆ เช่น Sedna, Quaoar, 2003 EL61 ที่มีดวงจันทร์บริวาร 2 ดวง, 2005 FY9 ฯลฯ ซึ่งต่างก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ และมีขนาดไม่แตกต่างจากดาวพลูโตมาก ก็มีสิทธิจะได้รับการสถาปนาเป็นดาวเคราะห์ด้วย

วันที่ 18 สิงหาคม 2549 International Astronomical Union (IAU) ซึ่งเป็นสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ได้จัดประชุมที่กรุง Prague โดยมีนักดาราศาสตร์ 2,500 คน จากประเทศทั่วโลกมาประชุม เพื่อตกลงหาคำจำกัดความใหม่ของดาวเคราะห์ให้เหมาะสม

และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ที่ประชุม IAU ได้ลงมติเปลี่ยนสถานภาพของดาวพลูโต, ดาวเคราะห์น้อย Ceres, ดวงจันทร์ Charon ของพลูโต กับ Xena ว่าเป็นดาวเคราะห์ชนิดใหม่ ชื่อ ดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) โดยให้เกณฑ์หยาบๆ สำหรับคำจำกัดความของดาวเคราะห์ว่า มีลักษณะกลม เป็นบริวารของดาวฤกษ์ และมีวงโคจรที่ไม่สอดแทรกผ่านเข้าไปในวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ และไม่เป็นดวงจันทร์บริวารของดาวเคราะห์ด้วย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549 International Astronomical Union ได้ออกแถลงการณ์ว่า ดาว Xena ที่ได้ทำให้วงการดาราศาสตร์ทั่วโลกปั่นป่วน เพราะต้องหันมาทบทวนความรู้เรื่องดาวเคราะห์ใหม่ ได้รับชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า “Eris” แล้ว

ซึ่งนับว่าเหมาะสม เพราะ Eris ในเทพนิยายกรีก คือ เทพธิดา ผู้ชอบทำให้เทพธิดาอื่นๆ ทะเลาะวิวาท จนมีผลทำให้เกิดสงครามกรุง Troy ในที่สุด และ Eris ในวงการดาราศาสตร์ก็เช่นกัน คือ มีบทบาททำให้ นักดาราศาสตร์มีวิวาทะวิชาการกัน จนมีผลทำให้ดาวพลูโตต้องเปลี่ยนสถานภาพจากดาวเคราะห์ธรรมดาเป็นดาวเคราะห์ แคระครับ

ที่มา : สุทัศน์ ยกส้าน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท

ประกาศผลการเรียน ภาคเรียนที่่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาีปีที่  1

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาีปีที่  2

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาีปีที่  3

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาีปีที่   4

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาีปีที่   5

ประกาศผลการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาีปีที่   6

ดาวอังคารโคจรใกล้โลกที่สุด 5 มี.ค.55

นักดาราศาสตร์ ระบุว่า ปรากฏการณ์อังคารจะโคจรใกล้โลกมากที่สุดในคืนวันที่ 5 มีนาคม จนถึงเช้าวันที่ 6 มีนาคม มีระยะห่างเพียง 100 ล้านกิโลเมตร ซึ่งจะส่องประกายสีส้มแดง
 

นายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ดาวอังคารจะโคจรมาใกล้โลก ทุกๆ ประมาณ 2 ปี ซึ่งจะเป็นช่วงที่ดาวอังคารจะมีคาบการโคจรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวง อาทิตย์ ในวันที่ 3 มีนาคม 2555 ดาวอังคารจะโคจรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์

จากนั้น ดาวอังคารจะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2555 ที่ระยะห่าง 100 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเข้าใกล้กันมากที่สุดในรอบ 26 เดือน เป็นผลให้เราสามารถสังเกตเห็นดาวอังคารสีส้มแดงสว่างมากกว่าปกติ โดยจะสว่างกว่าในช่วงที่สว่างน้อยที่สุดประมาณ 17 เท่า และจะปรากฏบนท้องฟ้าตลอดทั้งคืน ทั้งนี้ ดาวอังคารจะขึ้นเวลา 18 นาฬิกา 16 นาที ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตกในเวลา 06 นาฬิกา 41 นาที ของวันที่ 6 มีนาคม 2555 ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ปรากฏบนท้องฟ้าใกล้กลุ่มดาวสิงโต

ปกติ แล้วเราจะมองเห็นดาวอังคารส่องประกายสีส้มแดงบนท้องฟ้า เนื่องจากพื้นผิวของดาวอังคารมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเหล็กออกไซด์ จึงเรียกฉายาของดาวอังคารว่า “ดาวเคราะห์สีแดง” ครั้งล่าสุดที่ดาวอังคารโคจรมาใกล้โลก เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 และจะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปในวันที่ 14 เมษายน 2557 ตามปกติดาววงจรอยู่ห่างจากโลกของเราเพียง 57 ล้านกิโลเมตร และ 376 ล้านกิโลเมตร เนื่องจากมีวงโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี

 

ที่มา : http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/planets/marsclose.html

การสร้างภาพยนตร์ 3 มิติ ?


คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่ากระแสของเทคโนโลยีภาพ 3 มิติ กำลังมาแรงในปัจจุบัน ภาพยนตร์ 3 มิติ ต่างแข่งขันกันลงโรงไม่ขาดสายตลอดทั้งปี ทั้งๆที่บัตรเข้าชมโรงภาพยนตร์ 3 มิติ นั้นมีราคาแพงกว่าภาพยนตร์ธรรมดาอยู่ไม่น้อย แต่เราก็มักจะยอมควักกระเป๋าจ่าย เพื่อแลกกับอรรถรสในการชมภาพยนตร์แบบสมจริงถึงขั้นที่ต้องนั่งหลบกระสุนหรือดาบไปพร้อมๆกับนักแสดงเลยทีเดียว แล้วเคยสงสัยกันบ้างมั้ยครับว่า ภาพยนตร์ 3 มิตินั้น มีหลีกการอย่างไร ทำไมถึงต้องใส่แว่นในขณะรับชม มาร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ 3 มิติด้วยกัน
 ภาพยนตร์ 3 มิติ เกิดจากการใช้เครื่องถ่ายภาพยนตร์ 2 เครื่อง ซ้ายและขวาถ่ายภาพเดียวกันในเวลาเดียวกัน ในการฉายก็ใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ 2 เครื่อง ฉายภาพ 2 ภาพลงไปบนจอภาพยนตร์ พร้อมๆกัน เทคโนโลยีการแสดงภาพ  3 มิติ นั้นมีมานานแล้วนะครับ โดยในยุคแรกนั้น วิธีดูภาพยนตร์  3 มิติ โดยใช้แว่นสีแดงน้ำเงิน ส่วนในปัจจุบันนั้นการดูภาพยนตร์  3 มิติ ต้องสวมแว่นโพลารอยด์ เราลองมาศึกษารายละเอียดของวิธีชมภาพยนตร์ 3 มิติ ทั้ง 2 วิธีนี้

1. การดูภาพยนตร์ 3 มิติ โดยใช้แว่นสีแดง-น้ำเงิน

รูปแสดงแว่น 3 มิติ แบบแดง-น้ำเงิน

การดูภาพยนต์ 3 มิติ ด้วยวิธีนี้นั้นใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ 2 เครื่อง เครื่องแรกฉายผ่านกระจกกรองแสงสีแดงฉายภาพที่มีสีแดง เครื่องที่สอง ฉายผ่านกระจกกรองแสงสีน้ำเงินฉายภาพที่มีสีน้ำเงิน ฉายพร้อมกันไปที่จอภาพยนตร์ โดยให้ผู้ชมสวมแว่นที่ข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงินและข้างหนึ่งเป็นสีแดง

 

รูปแสดงภาพที่เกิดจากการฉายภาพจากกล้องทั้ง 2 สี คือสีแดง-น้ำเงิน ลงบนจอภาพยนตร์

 ถ้าหากเราใช้ปากกาสีแดงและสีน้ำเงินเขียนตัวหนังสือลงบนกระดาษสีขาว เมื่อมองผ่านแว่นสีแดงจะเห็นกระดาษขาวทั้งแผ่นกลายเป็นสีแดงและตัวหนังสือสีแดงจะกลมกลืนไปทำให้มองไม่เห็น แต่สีน้ำเงินจะผ่านแว่นสีแดงไม่ได้ จึงมองเห็นตัวหนังสือเป็นสีดำ ในทำนองเดียวกันเมื่อมองผ่านแว่นสีน้ำเงินจะมองไม่เห็นตัวหนังสือสีน้ำเงิน แต่มองตัวหนังสือสีแดงกลายเป็นสีดำไป (หลักการเรื่องนี้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องสเปกตรัมของแสง และการมองเห็นสีของวัตถุ)
ดังนั้น เมื่อผู้ชมสวมแว่นสีแดงและสีน้ำเงินมองภาพสีแดงและสีน้ำเงิน ตาข้างหนึ่งก็จะมองเห็นแต่ภาพของสีน้ำเงินในขณะที่ตาอีกข้างหนึ่งก็จะเห็นแต่ภาพสีแดง สมองจะรวมภาพจากตาทั้ง 2 ข้าง และสร้างภาพในการรับรู้ของเราเป็นภาพ 3 มิติ ดังแผนภาพด้านล่าง

 

2. การดูภาพยนตร์ 3 มิติ โดยใช้แว่นโพลารอยด์

รูปแสดงแว่น 3 มิติ แบบโพลารอยด์

 ภาพยนตร์ 3 มิติ อีกระบบหนึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ผู้ชมต้องสวมแว่นโพลารอยด์ ซึ่งภาพยนตร์ 3 มิติแบบนี้นั้น นำปรากฎการณ์ทางฟิสิกส์ของแสงมาประยุกต์ใช้ ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวคือ โพลาไรเซชันของแสง (polarization of light) คำถามต่อมาก็คือ… แล้วการโพลาไรเซชันของแสงคืออะไร

เราทราบกันดีว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงทิศกลับไปกลับมา โดยสนามทั้งสองอยู่ในระนาบที่ตั้งฉากกันและยังตั้งฉากกับทิศในการเคลื่อนที่ของแสง ดังรูป

รูปแสดงทิศของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก

 แสงจากแหล่งกำเนิดแสงโดยทั่วไป เช่น ดวงอาทิตย์ หลอดไฟ จะปล่อยคลื่นแสงซึ่งไม่ได้มีทิศของสนามไฟฟ้าเพียงทิศเดียว(และสนามแม่เหล็ก) แต่จะมีทิศของสนามไฟฟ้า ต่างกันมากมาย เราจะเรียกแสงที่มีทิศการสั่นของสนามไฟฟ้าในแนวเดียวว่า “แสงโพลาไรซ์” และเรียกแสงที่มีทิศของสนามไฟฟ้าในหลายแนว เช่น แสงจากหลอดไฟว่า “แสงไม่โพลาไรซ์”

รูปแสดงระนาบของแสง

 ภาพยนตร์ 3 มิตินั้น ใช้หลักการโพลาไรเซชันของแสง ดั้งนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทำให้แสงธรรมดา(แสงไม่โพลาไรซ์) กลายเป็นแสงโพลาไรซ์ ซึ่งสามารถทำได้โดย การให้แสงธรรมดาเคลื่อนที่ผ่านแผ่นโพลารอยด์เพราะแผ่นโพลารอยด์นั้นจะมีแกนผลึกซึ่งจะดูดกลืนสนามไฟฟ้าและยอมให้เฉพาะสนามไฟฟ้าที่มีทิศขนานกับแกนผลึกของแผ่นโพลารอยด์ผ่านออกมาได้ ดังนั้นแสงที่ผ่านออกมาจากแผ่นโพลารอยด์จึงกลายเป็นแสงโพลาไรซ์

 

รูปแสดงการสร้างแสงโพลาไรซ์ด้วยแผ่นโพลารอยด์

จากรูปจะเห็นได้ว่า เมื่อแสงธรรมดาผ่านแผ่นโพลารอยด์แผ่นที่ 1 แสงที่ออกมาจะเป็นแสงโพลาไรซ์ (มีทิศของสนามไฟฟ้าเพียงแนวเดียว) และถ้าให้แสงเดินทางต่อไปยังแผ่นโพลารอยด์แผ่นที่ 2 ซึ่งมีแกนของแผ่นโพลารอยด์ตั้งฉากกับแผ่นแรก แสงก็จะไม่สามารถผ่านแผ่นโพลารอยด์แผ่นที่ 2 นี้ออกไปได้ หากจะกล่าวให้เห็นภาพก็คือหากเรานำแผ่นโพลารอยด์ 2 แผ่นซึ่งมีแกนของผลึกตั้งฉากกันมาซ้อนกันและใช้ส่องมองดวงไฟ เราจะไม่เห็นแสงจากดวงไฟเลยนั่นเอง

สำหรับแว่นโพลารอยด์สำหรับชมภาพยนตร์ 3 มิตินั้น ทิศทางของแกนโพลาไรซ์ของแสงของแสงที่ผ่านแว่นตาทั้งสองจะอยู่ในแนวตั้งฉากกัน ดังนั้นแสงโพลาไรซ์ที่ผ่านแว่นข้างขวาได้จะไม่สามารถผ่านแว่นข้างซ้ายได้ และแสงโพลาไรซ์ที่ผ่านแว่นข้างซ้ายได้ก็จะไม่สามารถผ่านแว่นข้างขวาได้เช่นเดียวกัน

 เมื่อใช้เครื่องฉายภาพยนตร์ 2 เครื่อง แต่ละเครื่องมีแผ่นโพลารอยด์กั้น ฉายภาพที่เป็นแสงโพลาไรซ์พร้อมกันทั้ง 2 เครื่อง ไปยังจอภาพยนตร์ที่ทำจากโลหะ (การสะท้อนแสงของโลหะจะไม่เปลี่ยนทิศทางของแสงโพลาไรซ์) ทำให้ทิศทางการสั่นของแสงโพลาไรซ์ทั้ง 2 ชุด อยู่ในแนวตั้งฉากกัน ภาพที่เราเห็นปรากฎบนจอโดยไม่สวมแว่นโพลารอยด์ จึงเป็นภาพ 2 ภาพซ้อนเหลื่อมกันในลักษณะดังนี้

รูปแสดงภาพยนตร์ 3 มิติที่ปรากฏเมื่อไม่ได้สวมแว่นโพลารอยด์

ผู้ชมที่สวมแว่นโพลารอยด์ แว่นข้างซ้ายจะให้ภาพจากเครื่องฉายด้านซ้ายผ่านได้เท่านั้น ในขณะที่แว่นข้างขวาก็จะให้ภาพจากเครื่องฉายด้านขวาผ่านได้เท่านั้น สมองจะรวมภาพจากตาทั้ง 2 ข้าง และสร้างภาพในการรับรู้ของเราเป็นภาพ 3 มิติ ดังแผนภาพด้านล่าง

คงทราบแล้วว่าภาพยนตร์ 3 มิติ นั้นมีหลักการอย่างไร แต่ผมยังมีประเด็นทิ้งท้ายไว้ หากเราลองหลับตา 1 ข้าง ในขณะที่สวมแว่นโพลารอยด์รับชมภาพยนตร์ 3 มิตินั้น ภาพที่เห็นจะเป็นอย่างไร แบกความอยากรู้เข้าไปอาจช่วยให้การชมภาพยนตร์ 3 มิติ ของคุณสนุกขึ้นก็ได้

ที่มา  :  http://www.scimath.org

“ชุดดักกุ้งพอเพียง” ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของน้อง จรภ.

ออกอากาศแล้วจ้า “ชุดดักกุ้งพอเพียง” ผลงานสิ่งประดิษฐ์ของน้องๆ ม.2  โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก จ.ร้อยเอ็ด  ร่วมให้กำลังใจคนเก่งของเรา  เธอคือความภาคภูมิใจของโรงเรียนจ้า

 

ประกาศ!!! ให้ทราบโดยทั่วกันนะจ๊ะ

ประกาศ!!! ให้ทราบโดยทั่วกัน

ด้วยระหว่างวันที่ 29  กรกฎาคม 2554  ถึงวันที่ 3  กันยายน  2554

คุณครูยงจิตร  ศิลาพิมพ์  มีภาระกิจ ต้องไปราชการ นานถึงหนึ่งเดือน
นอกจาก แบบฝึกทักษะ และใบงานที่ครูให้ไว้  ให้นักเรียนติดตามข่าวสารและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันผ่านห้องเรียนออนไลน์
เมนูข้างบน
 สำหรับคลิปวิดีโอ ของนักเรียนที่ส่งมาแล้วนั่น ไม่ว่าจะเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์หรือ คลิป ม.5 จะอัพให้เรื่อยๆ นะจ๊ะ

รักและคิดถึงจ๊ะ  เป็นเด็กดีนะจ๊ะ

Science show ของเหลว มหัศจรรย์

Science show ของเหลว มหัศจรรย์