Category Archives: ข่าวสำหรับนักเรียน

ประกาศผลการเรียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก

ประกาศผลการเรียน ม.1 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

ประกาศผลการเรียน ม.2 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

ประกาศผลการเรียน ม.3 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

ประกาศผลการเรียน ม.4 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

ประกาศผลการเรียน ม.5 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

ประกาศผลการเรียน ม.6 ภาคเรียนที่ 2 / 2555

 

ที่มา :  ข้อมูลจากงานทะเบียนนักเรียน โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก

ประกาศผลสอบคัดเลือกนักเรียน โครงการห้องเรียนพิเศษ Gifted Program โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก

ประกาศผลสอบคัดเลือกนักเรียน  โครงการห้องเรียนพิเศษ  Gifted Program
โรงเรียนจตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก

click_here_button(1)

ประกาศผลสอบคัดเลือกนักเรียน  โครงการห้องเรียนพิเศษ  Gifted Program  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

 

ประกาศผลสอบคัดเลือกนักเรียน  โครงการห้องเรียนพิเศษ  Gifted Program ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

Samsung เผยโฉมสุดยอดนักคิด ผู้ชนะเลิศโครงการ ‘ซัมซุง โฮป ฟอร์ ชิลเดร้น’ จตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษกคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2

จากโครงการ ‘ซัมซุง โฮป ฟอร์ ชิลเดร้น’ 12 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย ได้แก่ 1. หมวกเซ็นเซอร์ 2. โปรเจคเตอร์พกพา 3.ถังอัจฉริยะ 4.เครื่องให้อาหารสัตว์ระบบพลัง งานน้ำหยด 5.เฮลตี้ วอช 6.ไฟฟ้าไร้สาย 7.เครื่องสีข้าวกล้องงอกสำเร็จรูป 8.เครื่องช่วยผ่อนคลายกลิ่นสมุนไพร 9.ซูเปอร์ตู้อบแห้งพลังแสงอาทิตย์ 10.มีดกรีดยางรักษ์ไม้ 11.มหัศจรรย์บาสเก็ตบอล และ 12.แสงสว่างในโลกแห่งความมืด

ผู้ชนะเลิศโครงการ “ซัมซุง โฮป ฟอร์ ชิลเดร้น – ซัมซุงสร้างนักคิด” จะได้รับ Samsung Learning Space พื้นที่สำหรับนักคิด เพื่อใช้ในการพัฒนาศักยภาพและเสริมองค์ความรู้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้ง 3 ทีมผู้ชนะยังได้รับโอกาสพิเศษเดินทางไปทัศนศึกษาเพื่อสัมผัสสุดยอดประสบการณ์ ณ ซัมซุง ดิจิตอล ซิตี้ ณ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรนวัตกรรมของซัมซุงที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน พร้อมทุนการศึกษาจากซัมซุง รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท

ซึ่งโรงเรียนของเรา  จตุรพักตรพิมานรัชดาภิเษก  ซึ่งได้ส่งผลงาน “ซูเปอร์ตู้อบแห้งพลังแสงอาทิตย์”  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  พร้อมกันนี้ซัมซุงได้มอบทุนการศึกษา  30,000  บาท  และได้ไปทัศนศึกษา Samsung Digital City  ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่  22 – 26  ตุลาคม 2555 นี้ สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการประกอบด้วย  1.เด็กหญิงปาริฉัตร  พิมพ์สวัสดิ์ ม.3/9  ,  2.เด็กหญิงพัทธ์ธียา  เฉวียงหงส์ ม.3/9  และคุณครูอภิชาติ  ถูสินแก่น ครูที่ปรึกษาโครงการ

ขอชื่นชมและแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะ

สทศ.ประกาศผลสอบโอเน็ต ม.6 แล้ว เด็กทำคะแนนมากขึ้น 3 วิชา ลดลง 5 วิชา

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ สทศ.ได้ดำเนินการจัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีกำหนดการจะประกาศผลสอบในวันที่ 10 เมษายนนั้น ทางสทศ.ขอแจ้งว่า ได้ประกาศผลสอบโอเน็ต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เร็วขึ้นจากเดิมที่กาหนดไว้ โดยได้ประกาศผลสอบต้ังแต่วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม  เวลา 23.00 น. นั้นนักเรียนสามารถดูผลคะแนนสอบโอเน็ต ได้ที่เว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th

สาหรับนักเรียนที่ต้องการตรวจสอบกระดาษคำตอบโอเน็ต มัธยมศึกษาปีที่ 6 ของตนเองสามารถยื่นคำร้องขอตรวจสอบกระดาษคำตอบได้ต้ังแต่ วันที่ 28 มีนาคม ถึง 1 เมษายน หากเลยกำหนดการรับยื่นคำร้อง สทศ.จะไม่รับการยื่นคำร้องในภายหลัง

รายงานข่าวแจ้งสำหรับคะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศใน 8 กลุ่มวิชาที่สอบจากคะแนนเต็มวิชาละ 100 มีดังนี้ ภาษาไทย เฉลี่ย 41.88 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 33.39 คะแนน ภาษาอังกฤษ 21.80 คะแนน คณิตศาสตร์ 22.73 คะแนน วิทยาศาสตร์ 27.90 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา 54.61 คะแนน ศิลปะ 28.54 คะแนน การงานอาชีพและเทคโนโลยี 48.72 คะแนน

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับคะแนนในปีการศึกษา 2553 พบว่าคะแนนเฉลี่ยในปีนี้ ลดลงใน 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย คะแนนปีการศึกษา 2553 เฉลี่ย 42.61 คะแนน สังคมศึกษา 46.51 คะแนน วิทยาศาสตร์ 30.90 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา 62.86 คะแนน ศิลปะ 32.62 คะแนน ส่วนวิชาที่คะแนนเพิ่มขึ้นได้แก่ การงานอาชีพและเทคโนโลยี คะแนนปีการศึกษา 2553 เฉลี่ย 43.69 คะแนน ภาษาอังกฤษ 19.22 คะแนน คณิตศาสตร์ 14.99 คะแนน

ที่มา :  มติชนออนไลน์

สทศ.ประกาศผลวิชาสามัญ 7 วิชาแล้ว

สทศ.ประกาศผลวิชาสามัญ 7 วิชาแล้ว ผลนักเรียนทำคะแนนภาษาไทยเกินครึ่งวิชาเดียว ส่วนคณิตศาสตร์คะแนนต่ำสุด ผอ.สทศ.ชี้เหตุข้อสอบอัตนัยเยอะ และเด็กไทยยังคิดวิเคราะห์ไม่เป็น

วันนี้ ( 1ก.พ.) ที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สทศ. และรศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. ร่วมกันแถลงข่าวการประกาศผลการสอบวิชาสามัญ 7 วิชา เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำคะแนนไปใช้ประกอบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ประจำปีการศึกษา 2555  โดยรศ.ดร.สัมพันธ์   กล่าวว่า  สทศ.ได้ตรวจข้อสอบวิชาสามัญ 7 วิชา เสร็จเร็วดังนั้นจึงประกาศผลสอบก่อนกำหนดจากวันที่ 5 ก.พ. เป็น หลังเที่ยงคืนของวันวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางเวบไซต์สทศ. http://www.niets.or.th ซึ่งช่วงแรกที่เปิดดูผลการสอบจนเวลา 02.00 มีนักเรียนแห่เข้ามาดูจำนวน 8,770 คน  แต่เวบไซต์ไม่ล้ม ทั้งนี้การสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ถือว่าเป็นการสอบครั้งแรก และจากการดูผลสอบในภาพรวมตนคิดว่าน่าพอใจ  เพราะข้อสอบดังกล่าวเป็นข้อสอบที่ใช้คัดเลือกคนเข้าศึกษาต่อ ดังนั้นจะต้องมีความยากพอสมควร  ส่วนวิชาที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงสุดและเกินครึ่ง จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน คือวิชาภาษาไทย  54.61    ส่วนวิชาที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด คือคณิตศาสตร์  19.92   แต่การสอบครั้งนี้มีนักเรียนที่ทำคะแนนได้เต็ม 100  ได้แก่  วิชาฟิสิกส์  6 คน และคณิตศาสตร์ 1 คน

รศ.ดร.สัมพันธ์  กล่าวต่อไปว่า  สำหรับช่วงคะแนนที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำได้และคะแนนเฉลี่ยในแต่ละวิชาคิดจากคะแนนเต็ม 100  ดังนี้ ภาษาไทย ผู้เข้าสอบ 126,528 คน ช่วงคะแนนที่ทำได้มากที่สุด 50.01-60.00  จำนวน 41,529 คน   คะแนนเฉลี่ย  54.61     วิชาสังคมศึกษา  เข้าสอบ  130,369 คน ช่วงคะแนน 20.01-30.00  จำนวน 48,700 คน คะแนนเฉลี่ย  32.97  วิชาภาษาอังกฤษ  เข้าสอบ 126,769 คน  ช่วงคะแนน  20.01-30.00  จำนวน 55,723 คน  คะแนนเฉลี่ย 28.43  วิชาคณิตศาสตร์ เข้าสอบ 118,680 คน  ช่วงคะแนน 10.01-20.00  จำนวน 56,804 คน คะแนนเฉลี่ย 19.92  วิชาฟิสิกส์ เข้าสอบ  82,172 คน ช่วงคะแนน 10.01-20.00 จำนวน 35,912 คน คะแนนเฉลี่ย  23.54   วิชาเคมี เข้าสอบ  79,875 คน ช่วงคะแนน 10.01-20.00 จำนวน  29,373 คน  คะแนนเฉลี่ย  25.75  และวิชาชีววิทยา   เข้าสอบ 79,276 คน ช่วงคะแนน 20.01-30.00  จำนวน 36,203 คน คะแนนเฉลี่ย  32.75 

“ผลการทดสอบความถนัดทั่วไปหรือแกตและการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพครั้งที่ 1/2555 ที่ประกาศผลไปแล้วเมื่อวันที่ 30  ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่าคะแนนเฉลี่ยของแพต 1 ความถนัดทางด้านคณิตศาสตร์ ต่ำสุดคือ39.64   และเมื่อเทียบการสอบแพต1 ของการสอบครั้งที่ 1/2554 ที่มีคะแนนเฉลี่ย 64.22  แสดงว่าเด็กทำคะแนนได้ต่ำลง อีก ซึ่งสทศ.จะต้องทำวิจัย ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร มีปัญหาจุดไหน เพื่อนำไปปรังปรุงการสอบครั้งต่อไปและเสนอแนะโรงเรียนต่าง ๆว่าจะต้องพัฒนาจุดไหนด้วย ส่วนตัวผมคิดว่าข้อสอบแกตและแพต รวมถึงข้อสอบวิชาสามัญ 7 วิชา นั้นไม่ได้ออกเกินหลักสูตร และยากมากเกินไป แต่ย้ำว่าข้อสอบจะต้องยากกว่าข้อสอบทั่วไป เพราะเป็นข้อสอบที่จะใช้คัดเลือกเด็กเข้าศึกษาต่อ  ขณะเดียวกันจะเน้นการคิด วิเคราะห์ของเด็กด้วย  แต่ยืนยันไม่เกินหลักสูตร  โดยเฉพาะในส่วนแพต 1วิชาคณิตศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ของวิชาสามัญ 7 วิชา เด็กทำคะแนนต่ำสุดเหมือนกัน  อาจเป็นเพราะข้อสอบ คณิตศาสตร์จะมีรูปแบบข้อสอบเป็นอัตนัยที่ให้นักเรียนได้เติมคำมากกว่าข้อสอบปรนัย   และเป็นวิชาที่มีข้อสอบอัตนัยมากที่สุด 60 %  จึงสะท้อนว่าเด็กคิด วิเคราะห์ไม่ค่อยได้ ดังนั้นผมอยากให้โรงเรียนต่างๆหันมาออกข้อสอบอัตนัยมากขึ้น เพื่อเด็กจะได้คิดวิเคราะห์ได้ “  รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าว

ที่มา :  หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

สทศ.เปิดระบบแจ้งชื่อขอดูกระดาษสอบ GAT/PAT 31 ม.ค.-7 ก.พ. 2555

สทศ.เปิดแจ้งชื่อดูกระดาษสอบ GAT/PAT และวิชาสามัญ 7 วิชา วันที่ 31 ม.ค.-7 ก.พ.ผู้อำนวยการ ยัน มัข้อปฏิบัติเข้ม 

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ.ได้ดำเนินการจัดการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ครั้งที่ 1/2555 สอบวันที่ 24-27 ธันวาคม 2554 จะประกาศผลสอบวันที่ 31 มกราคม 2555 และดำเนินการจัดการทดสอบวิชาสามัญ 7 วิชา เมื่อวันที่ 7 และ 8 มกราคม 2555 จะประกาศผลสอบวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 นั้น ขณะนี้ สทศ.เปิดให้นักเรียนสามารถยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555 และวิชาสามัญ 7 วิชา ขอให้ดำเนินการดังนี้

เปิดรับคำร้องขอดูกระดาษคำตอบ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 8.30-16.00 น. และเปิดให้ดูกระดาษคำตอบวันที่ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 วิธีการยื่นคำร้องขอดูกระดาษคำตอบ ยื่นด้วยตนเองที่ สทศ.โดยเสียค่าธรรมเนียมวิชาละ 20 บาทต่อคน ทั้งนี้ นักเรียนต้องเตรียมเอกสารในการยื่นคำร้อง 1.แบบคำร้อง (ดาวน์โหลดมาจากเว็บไซต์ สทศ.) และกรอกข้อมูลให้ถูกต้อง เช่น เลขที่นั่งสอบ เลขประจำตัวประชาชน ชื่อ สกุล ฯลฯ 2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 3.เสียค่าธรรมเนียมวิชาละ 20 บาทต่อคน

ผอ.สทศ.กล่าวต่อว่า สทศ.ได้กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะมาดูกระดาษคำตอบ ดังนี้ 1.มาตามวัน-เวลาที่นัด และรับบัตรคิวเพื่อดูกระดาษคำตอบ 2.การดูกระดาษคำตอบ ดูได้เพียง 1 คนเท่านั้น 3.นำบัตรประชาชน พร้อมใบเสร็จรับเงิน มาแสดงเป็นหลักฐาน 4.ควรจดจำคะแนนสอบของตนเอง เพื่อให้การตรวจสอบกระดาษคำตอบของตนเองตรวจสอบได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วยิ่งขึ้น 5.ระหว่างการดูกระดาษคำตอบ ห้ามนำดินสอ ปากกา ยางลบ เข้าไป 6.ห้ามนำข้อสอบหรือเอกสารอื่นๆ เข้าไปภายในห้องที่ให้บริการดูกระดาษคำตอบ 7.ห้ามจดคะแนนหรือจดคำตอบออกจากห้องที่ให้บริการดูกระดาษคำตอบ 8.กรณีให้ผู้อื่นมาดูกระดาษคำตอบแทน ต้องมีใบมอบอำนาจ, ใบเสร็จรับเงิน, บัตรประชาชนของผู้เข้าสอบ, บัตรประชาชนของผู้มาดูแทน มาเป็นหลักฐาน 9.ผู้ที่ไม่ได้มาดูกระดาษคำตอบตามวัน-เวลาที่นัดหมาย ถือว่าสละสิทธิ์

“โครงการหนึ่งใจ..ติวให้น้อง OSOTSPA Roadto University 2012”

กิจกรรมดีๆ ติวฟรี!! สู่รั้วมหาวิทยาลัย “โครงการหนึ่งใจ..ติวให้น้อง OSOTSPA Roadto University 2012” วันที่ 10-11 ก.พ.นี้ ที่แฟชั่นไอส์แลนด์ จัดเต็ม!! 6 วิชาหลักโดยติวเตอร์ชั้นนำระดับประเทศ

มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ร่วมกับ บริษัท โอสถสภา จำกัด และ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ขอเชิญชวนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ร่วมติวเข้ม! เตรียมความพร้อมกับโครงการ “หนึ่งใจ..ติวให้น้อง Osotspa Road to University 2011” ระหว่างวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ ไอส์แลนด์ ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ โดยรวบรวมอาจารย์ชื่อดังจากสถาบันกวดวิชาชั้นนำ มาถ่ายทอดทักษะความรู้พร้อมแนะแนวข้อสอบแบบเจาะลึกเนื้อหาอย่างเข้มข้น ได้แก่ ครูลิลลี่-ภาษาไทย, ครูพี่แนน-ภาษาอังกฤษ, อ.เจี๋ย-คณิตศาสตร์, ครูพี่ทาม์ย-คอร์สเชื่อมโยง GAT, อ.ป๊อบ-เคมี และ พี่หมอเมศ-ชีววิทยา งานนี้ติวฟรี!! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สำหรับน้องๆนักเรียนที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วติวฟรีได้ทาง http://www.osotspa.co.th, http://www.facebook.com/osotspa และ http://www.fashionisland.co.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-351-1000, 02-947-5000 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ:
ฝ่ายส่งเสริมการตลาด ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์
โทร.0-2947-5000 ต่อ 5421-5424

ยกเครื่องระบบสอบเข้ามหา’ลัย

นักการศึกษาระบุปัจจุบันเด็กเครียดมาก!สอบเยอะ GAT-PAT อีกทั้งรับตรง ควรยกเรื่องนี้เป็นประเด็นหารือฝ่ายปฏิบัติช่วยปลดล๊อกระบบการศึกษาได้ส่วนหนึ่ง ขณะที่ กสพท.เผยอย่างไรก็เสียก็ต้องสอบวิชาเฉพาะของกลุ่มแพทย์อีกอยู่ดี 

จากกรณีที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ มีแนวคิดที่จะปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษา ในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยจะปรับจากการสอบวิชาสามัญ 7 วิชา เป็นการสอบ 7  กลุ่มอาชีพ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรมัธยมเชิงปฏิบัติการ 7 กลุ่มอาชีพ เพื่อใช้ในการคัดเลือกนักเรียนเข้า ศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในการรับตรงปีการศึกษา 2556 นั้น

 ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ม.ค.55 นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) กล่าวว่า กสพท.ยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวมาหารือกัน แต่เท่าที่ทราบนายวรวัจน์ คงยังไม่ได้หารือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ซึ่งการสอบคัดเลือกนักศึกษาแพทย์ไม่เหมือนกับการสอบคัดเลือกในคณะอื่นๆ แม้จะมีการสอบวิชาสามัญทั่วไปแล้ว แต่ก็จะต้องมาสอบวิชาเฉพาะของกลุ่มแพทย์อีกรอบ เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจริงๆ เข้าเรียน ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า การสอบไม่ว่าจะเป็นระบบใด หลักสำคัญคือ ต้องทำให้ระบบและอำนวยความสะดวกกับนักเรียน ไม่ต้องวิ่งสอบหลายที่ ดังนั้นที่ผ่านมา กสพท.จึงยอมใช้คะแนนแบบทดสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แต่ก็จะต้องมาสอบวิชาเฉพาะของกลุ่มแพทย์อีกครั้ง 

   ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุสาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าขณะนี้จำเป็นต้องรื้อระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาครั้งใหญ่ เพราะระบบปัจจุบันทำให้เด็กต้องสอบมาก ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) การทดสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) การทดสอบวิชาสามัญ 7 วิชา ขณะที่บางมหาวิทยาลัย ก็ยังจัดสอบรับตรงของตนเองอยู่ ทำให้เด็กเครียดและกดดัน และการสอบ GAT และ PAT ที่ผ่านมาก็มีเสียงบ่นมาจากเด็กที่เข้าสอบว่าข้อสอบยากเกินไป และเท่าที่ดูข้อสอบน่าจะเกินกว่าเนื้อหาหลักสูตรที่เรียน

“ส่วนแนวคิดของนายวรวัจน์นั้น ผมอยากได้เสนอให้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยชูประเด็นเรื่องการปรับระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเป็นหลัก เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสมาหารือร่วมกัน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด เพราะหากจัดระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้เป็นระบบได้ เท่ากับเป็นการปลดล๊อกเรื่องคุณภาพการศึกษาได้ส่วนหนึ่ง” นายสมพงษ์ กล่าว

ที่มา : สยามรัฐออนไลน์

กสทช.ห่วงเด็กตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค

  กสทช. ชี้อัตราการเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์คในอนาคตเพิ่มสูงขึ้น ห่วงเด็กขาดการกลั่นกรองอาจทำให้เป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ระบุใช้ไอซีทีเพื่อการสอนดีแต่ควรสอนให้เด็กรู้เท่าทันและวิเคราะห์ความเชื่อถือของข้อมูลได้ ด้าน “เบญจลักษณ์” เผยอาจมีการจัดหาตำแหน่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับด้านสารสนเทศประจำร.ร.เพื่อรองรับการใช้แท็บเล็ต

วันนี้ (5 ม.ค.) ที่หอประชุม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดการเสวนาหัวข้อ “สังคมไทย ควรเตรียมการอย่างไร..เพื่อให้เด็กไทยเท่าทันโทรคมนาคม” โดยมีนายประวิทย์ สี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) และนายธีรวุฒิ อุปฐาก ตัวแทนเยาวชนกลุ่มระบัดใบ จาก จ.ระนอง ร่วมเสวนา

นายประวิทย์ กล่าวระหว่างการเสวนาตอนหนึ่ง ว่า ในโลกอนาคตนั้นเทคโนโลยีมีความจำเป็น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือนั้นจะเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนต้องมี แม้กระทั่งเด็กในวัยเรียนแต่ต้องตั้งคำถามอุปกรณ์เหล่านี้ควรเหมาะสมกับผู้ใช้ในวัยใด อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจข้อมูลจากทั่วโลกนั้นส่วนใหญ่สะท้อนว่า อายุขั้นต่ำของผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือน้อยลงเรื่อย ๆ จากอายุสองหลักมาถึงปัจจุบันอยู่ที่หลักเดียว ทั้งนี้ จากนโยบายการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนนั้น สิ่งที่ต้องตระหนักนั่นคือเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงข้อมูลผ่านการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ปัจจุบันนั้นกลุ่มธุรกิจบริการจะเจาะกลุ่มตลาดมายังเยาวชนมากกว่าคนวัยทำงาน และเด็กส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นเหยื่อด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

  นอกจากนี้ ในอนาคตอัตราการเข้าใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) จะมากกว่าการใช้งานการส่งข้อความ SMS เช่น การเล่นเฟซบุ๊ค (Facebook) การเล่น MSN เป็นต้น ซึ่งการเข้าถึงดังกล่าวนั้นในวัยเด็กมักจะขาดการกลั่นกรองและกลายเป็นจุดอ่อนให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ช่องว่างตรงนี้มาหลอกล่อเด็กซึ่งยังรู้ไม่เท่าทัน เพราะฉะนั้น การจะนำไอซีทีมาใช้เพื่อการเรียนการสอนนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องทำให้เด็กได้ใช้อย่างเกิดประโยชน์ และต้องเตรียมพร้อมให้เด็กมีทักษะการใช้ที่เหมาะสมกับวัย เช่น การแจกแท็บเล็ต ป.1 ที่ภาษายังไม่แข็งนั้นควรจะเริ่มเรื่องที่เป็นแอพพลิเคชั่นที่ให้ความรู้ความสวยงามของภาพ ซึ่งการเรียนรู้ก็ควรส่งเสริมทั้งอาจารย์และนักเรียน และสอนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างถูกต้อง และวิเคราะห์ข้อมูลเองได้ว่าสิ่งที่เขาพบเจอจากการใช้สื่อไอซีทีและอินเตอร์เน็ตนั้นข้อมูลใดเชื่อถือได้และไม่ได้ 

นางเบญจลักษณ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีมีความจำเป็นมากขึ้นทั้งปัจจุบันและอนาคต ทุกวันนี้เด็กใช้เวลากับการใช้สืบค้นข้อมูลเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งในการเรียนการสอนของโรงเรียนที่ผ่านมาได้นำเรื่องเหล่านี้มาช่วยในการกระตุ้นความสนใจให้เด็กได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือและการเข้าถึงข้อมูล แต่ก็ได้สอดแทรกเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ผ่านการทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้มิติการสร้างสื่อสร้างสรรค์ และสื่อที่ให้ความสนุกสนานนั้นยังไม่มีความพอดี ส่วนใหญ่มุ่งเน้นเรื่องความสนุกสนานมากกว่า ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาที่จะบรรจุในแท็บเล็ตนั้น ศธ. ก็ได้มีการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันก็จะพัฒนาครูให้มีความรู้ในการใช้การสอนที่เหมาะสมด้วย นอกจากนี้ ได้มีการหารือกันด้วยว่าอาจต้องมีตำแหน่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลด้านผู้จัดการฝ่ายสารสนเทศ ประจำที่โรงเรียน เพื่อช่วยเป็นที่ปรึกษาในการใช้แท็บเล็ต เป็นต้น

ด้าน นายชาญวิทย์ กล่าวว่า ในส่วนของ สช.นั้นมีเด็กที่มีศักยภาพสูงในการซื้อแท็บเล็ตด้วยตนเองคิดเป็น 10% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่เหลือก็ต้องรอได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในการเตรียมพร้อมนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ รมว.ศึกษาธิการ ให้การบ้านทุกหน่วยงานทั้ง สช. สพฐ. ไปเตรียมความพร้อมเรื่องหลักสูตร ความพร้อมของครูผู้สอน รวมถึงการสอบถามความเห็นของผู้ปกครองว่าต้องการให้บุตรหลานใช้เครื่องมือใด ซึ่งเท่าที่สอบถามมีทั้งต้องการให้ใช้แท็บเล็ตและใช้หนังสือเรียน เป็นการบ้านสำคัญที่เราพยายามหาวิธีการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา การเปลี่ยนแปลงการศึกษาได้พยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

กำหนดการดำเนินการจัดการทดสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2555 สำหรับการ Admissions ประจำปีการศึกษา 2555

กำหนดการดำเนินการจัดการทดสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2555 สำหรับการ Admissions ประจำปีการศึกษา 2555 (สอบเดือนมีนาคม 2555)

 

กำหนดการดำเนินการจัดการทดสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 2/2555
สำหรับการ Admissions ประจำปีการศึกษา 2555
(สอบเดือนมีนาคม 2555)

ตารางสอบ

 

ที่มา : สทศ

ระบบ e-learning online ของ สสวท.

ระบบ e-learning online ของ สสวท. ใครสนใจเข้าไปเรียนกันได้นะคะ

http://learning.ipst.ac.th/

วิชาที่เปิดสอน

วิทยาศาสตร์ มัธยมศึกษา

วิทยาศาสตร์ ประถมศึกษา

คณิตศาสตร์ มัธยมศึกษา

คณิตศาสตร์ ประถมศึกษา

เปิดตัวหนังสือวันเด็ก 55 “น้ำใจ เด็กไทย ใสสะอาด”

คำขวัญวันเด็ก 55 “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี”

เปิดตัวหนังสือวันเด็ก 55 “น้ำใจ เด็กไทย ใสสะอาด” เนื้อหาบันทึกมหาอุทกภัย ฉบับเรียนรู้  เตรียมเด็กไทยสู่อาเซียน ด้านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มอบคำขวัญ “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” กิจกรรมวันเด็ก จัดที่ทำเนียบเหมือนเดิม

 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.54 น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2555 ซึ่งตรงกับวันที่ 14 ม.ค.55 ว่า “สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี” และในปีนี้ ศธ. ได้จัดพิมพ์หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2555 เพื่อเป็นหนังสือที่ระลึกเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2555 โดยใช้ชื่อว่า “น้ำใจ เด็กไทย ใสสะอาด” โดยหน้าปกมีพื้นหลังสีเหลือง มีภาพการ์ตูนรูปเด็ก 5 คน อยู่ท่ามกลางผืนน้ำ และปลาวาฬตัวใหญ่ ซึ่งจะจัดจำหน่ายในราคาเล่มละ 15 บาท ผู้สนใจสามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ ที่โทร             0-2514-4007       และ             0-2514-4010

ปลัด ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดกิจกรรมงานวันเด็กนั้น ในภาพรวมได้นำผลการประมวลความคิดเห็นของการจัดงานที่ผ่านมา มาใช้จัดงานในปีนี้ โดยพบว่า เด็กๆ อยากได้กิจกรรมที่สนุกสนาน ประเทืองปัญญา และก็ได้รับรางวัล ดังนั้นกิจกรรมในปีนี้จึงเน้นให้เด็กๆ ที่มาร่วมงานได้รับความสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ และได้รับของขวัญกลับไปเป็นที่ระลึก สำหรับกิจกรรมไฮไลท์ของปีนี้คือ การจัดบอลลูนลอยฟ้า การฉายภาพยนตร์ 4 มิติ รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมแข่งขันตอบปัญหาชิงรางวัล และเกมผจญภัยด้วย อย่างไรก็ตามการจัดงานวันเด็กของ ศธ. ในครั้งนี้นั้น นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ ศธ.ไปจัดที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย และในวันดังกล่าวนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ จะนำตัวแทนเยาวชนเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เด็กๆ ได้ใกล้ชิดผู้นำประเทศด้วย

“เด็กๆ ที่มาเที่ยวงานวันเด็กส่วนใหญ่ คือ เด็กในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ซึ่งปีที่ผ่านมามีเด็กมาเที่ยวงานกว่า 50,000 คน ซึ่งในปีนี้ ศธ.ตั้งเป้าจะมีเด็กมาเที่ยวงานถึง 60,000 คน โดยหวังให้ทุกคนได้รับความสนุกสนานและได้รับรางวัลติดมือกลับไปทุกคนด้วย อย่างไรก็ตามปีนี้จะอำนวยความสะดวกทั้งความปลอดภัย สถานที่นั่งพัก ห้องน้ำซึ่งได้รับการเสนอแนะมาว่าอยากให้มีบริการมากขึ้นด้วย”น.ส.ศศิธารา กล่าว อย่างไรก็ตามการจัดงานวันเด็กแห่งชาติในครั้งนี้ ศธ. จะเชิญนายกรัฐมนตรี พร้อมบุตรชายมาเปิดงาน และร่วมสนุกกับกิจกรรมในวันดังกล่าวด้วย

  ด้านนางศกุนตลา สุขสมัย หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมวิทยบริการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งผ่านพ้นจากเหตุการณ์อุทกภัย ดังนั้นเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จึงได้เลือกภาพปลาวาฬ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มรู้สู้ flood ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เป็นประโยชน์มาก และอาจมีเด็กหลายคนที่อาจจะไม่ได้ดูผ่านโทรทัศน์ จึงได้ขออนุญาตนำภาพดังกล่าวมาลงเป็นหน้าปก อีกทั้งยังได้นำเรื่องสั้นของกลุ่มนี้มาลงในหนังสืออีก 1 เรื่อง เพื่อให้เด็กมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องน้ำ

“หนังสือวันเด็กในปี 2555 จะเน้นการสร้างจิตอาสา การมีน้ำใจ โดยภายในเล่มจะมีการคัดเลือกบทความของเด็ก ที่ได้เขียนว่าตนเองมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้อย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็ได้มีการให้เด็กส่งผลงานการเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่ภายในเล่มด้วย อย่างไรก็ตามหนังสือวันเด็กในครั้งนี้มีจำนวน 144 หน้า และได้มีการเพิ่มสี่สี จากเดิม 16 หน้า เป็น 32 หน้า โดยจะเน้นในส่วนของกลุ่มรู้สู้ flood ซึ่งจะเป็นภาพการ์ตูนสีสันสดใสที่จะดึงดูดให้เด็กหันมาสนใจมากขึ้น” นางศกุนตลา กล่าว

ที่มา :  หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2555

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2555

สวทช.รับสมัครนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา เข้าร่วม โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพฯ รุ่นที่ 15

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่ง ชาติ(สวทช.)
เปิดรับสมัครนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา
เข้าร่วม โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน รุ่นที่ 15


กิจกรรมและการสนับสนุนจากโครงการ

•เปิดโลกวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยกิจกรรมการ ฝึกทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  การทดลองด้านวิทยาศาสตร์  การบรรยายพิเศษ  ทัศนศึกษานอกสถานที่  กิจกรรมสันทนาการ
•ไขโลกปริศนาใหม่ด้วยโครงงานวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ และรับทุนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ 5,000 – 10,000 บาท/โครงงาน
•มีนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงและนักเทคโนโลยีพี่เลี้ยงชั้นนำของ ประเทศ(Mentor) คอยดูแลและให้คำปรึกษาการทำงานทางวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ เข้าร่วมโครงการ
•ได้รับพิจารณาคัดเลือกเพื่อรับการสนับสนุนทุนการศึกษา และทุนวิจัยจนจบปริญญาเอก  จากโครงการเพื่อพัฒนาเป็นนักวิจัยคุณภาพสูง  โดยไม่มีข้อผูกพันในการรับทุน
•สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น  รับข่าวสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  การเข้าร่วมกิจกรรมของบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร

เปิดรับใบสมัคร    ตุลาคม – 30 ธันวาคม 2554(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
111   อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย   ถนนพหลโยธิน  ตำบลคลองหนึ่ง  อำเภอคลองหลวง
จังหวัดปทุมธานี   12120
โทรศัพท์              0 2564 7000       ต่อ 1436 โทรสาร             0 2564 7004        e-mail:jstp@nstda.or.th
ค้นหาข้อมูลโครงการและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.nstda.or.th/jstp

ไทย ติดลำดับ 1 ของโลกที่ เด็กไทยเรียนหนังสือหนักที่สุดในโลก

ไทย ติดลำดับ 1 ของโลกที่ เด็กไทยเรียนหนังสือหนักที่สุดในโลก
โดยนักวิจัยนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  สนับสุนโดยสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า  ประเทศไทยถูกจัดลำดับที่  มีเวลาเรียนที่เยอะที่สุดในโลก  เมื่อรองมาจากประเทศญี่ปุ่น   เหตุที่เรียนหนักจึงส่งผลทำให้มี  เด็กไทย  ต้องออกกลางคันจำนวนปีละ  900.000  คน ต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี  และมีปัญหา  ตั้งครรภ์   ก่อนวัยอันควรจำนวน 1.500.000  คน  ใน  2  ปีที่ผ่านมา  และยังมีเยาวชนติดโรคเอดส  จำนวน  1.358.000  คน  ใน  3 ปี  และจะเพิ่มขึ้นทุกปี   และมีค่าเรียนที่แพง  จนมีเด็กไทยหลายคน  เลือกทำอาชีพที่ผิดกฎหมายกันมากขึ้น  จำนวน  386.250  คน  ต่อปี  เด็กที่ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย  เช่น  ขายตัว  ค้าขายเสพติด  เป็นต้น  สาเหตุที่เด็กทำผิด  เฉพาะ  ต้องการหาเงินเป็นค่าเรียน และ การเรียนพบว่า  เด็กไทยมีเวลาเรียนวันละ  8-10  คาบ ต่อวัน  แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยไม่อยากเรียนหนังสือเพราะเบื่อหน่วย   และที่น่าเป็นห่วงที่สุด  เด็กจำนวน  ร้อยละ  87  มีเวลา  พูดคุยกับ  พ่อแม่  วันละ  10  นาที  จึงทำให้เด็กไม่มีเวลาได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ

จึงทำให้  พ่อแม่ไม่รู้ชีวิตความเป็นอยู่ในโงเรียนของเด็กเลย  หรือ  น้อยมาก  และเมื่อพบอีกว่า  เนื้อหารายวิชาต่างๆ  มีแต่เนื้อหาที่มีความรู้  แต่ไม่มีศิลธรรม จึงทำให้เด็กกลายเป็นคน  ขาดศิลธรรม  ไม่รู้จัก  เสียสละ  ไม่รู้จัก  ทำเพื่อส่วนรวมเพื่อผู้อื่น  และกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวในที่สุด  เมื่อเด็กจบไป  เด็กอาจใช้ความรู้ที่มีมาก่อน  นำไปใช้ในทางที่ผิดศิลธรรม  ในที่สุดได้เช่นกัน

และมี  เด็กไทย  ตั้งแต่  7 -20  ปี  ที่ต้องฆ่าตัวตาย  ด้วยผลการเรียนตกตํ่า  หรือ  สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้   ที่น่าตกใจมีจำนวนที่เด็กไทย  ที่ฆ่าตัวตาย  ปีละ  300.000  คนต่อ  อีกปัญหาหนึ่ง  คือ  จำนวนนักเรียนในห้องเรียนมากเกินไป  ตามมาตรฐานการศึกษาจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่ควรเกิน  30  คน

“คำพูดที่สรุปภาพของการศึกษาไทยได้อย่างเจ็บแสบว่าเป็นแบบ “ลู่วิ่งเดี่ยวปลายตีบ” เด็กทั้งประเทศเหมือนกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่แข่งขันด้านความเป็นเลิศทาง วิชาการ แต่ยิ่งวิ่ง ปลายลู่ยิ่งตีบ เด็กส่วนใหญ่พ่ายแพ้ ต้องหล่นออกจากลู่ มีน้อยคนเท่านั้นที่วิ่งชนะ สภาพเช่นนี้บั่นทอนคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ทุกคน ถ้าวันนี้ถ้าระบบการศึกษาไทยยังไม่เปลี่ยน ก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้”

ที่มา : http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F11444599/F11444599.html