Category Archives: ข่าวเทคโนโลยี

‘นาซ่า’ปล่อยยานอวกาศคิวริออสซิที(Curiosity) ลงจอดดาวอังคารสำเร็จ

‘นาซ่า’ปล่อยยานอวกาศลงจอดดาวอังคาร

ยานสำรวจดาวอังคาร ‘คิวริออสซิตี้’ ที่แพงที่สุดของนาซ่า สัมผัสผิวดาวอังคารแล้ว

Curiosity

      6 ส.ค.55 ยานสำรวจ “คิวริออสซิตี้” มูลค่า 2,500 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 75,000 ล้านบาท ขององค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซ่า ได้ลงจอดบนดาวอังคาร และได้ส่งสัญญาณว่าภารกิจได้ลุล่วงแล้ว กลับไปยังศูนย์ควบคุมที่พาซาเดน่า รัฐแคลิฟอร์เนียว่าสามารถลงสัมผัสพื้นผิวดาวอังคาร หรือ ดาวแดง เรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้เวลาในการเดินทางนานถึง 8 เดือน ถือเป็นภารกิจสำรวจดาวอังคารที่แพงที่สุดและทะเยอทะยานที่สุด

เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุม เจ็ต พร็อพพุลชั่น แลบอราทอรี่ ของนาซ่า เปิดเผยว่า สามารถยืนยันได้ว่ายานลงจอดแล้วจริงๆ ขณะที่ยานสำรวจ คิวริออสซิตี้ ซึ่งเป็นประเภท โรเวอร์ น้ำหนัก 1 ตัน ที่สามารถวิ่งบนพื้นผิวดาวอังคารได้ ได้ชื่อว่า เป็นยานที่มีความไฮเทคมากที่สุดของนาซ่า เท่าที่เคยออกแบบมา และลงจอดด้วยระบบอะโครเบติก คือ เมื่อถูกปล่อยออกมาแล้ว สามารถจุดระเบิดด้วยตัวเองก่อนลงจอด และส่วนที่ลงจอดคือส่วนที่มีล้อสำหรับการใช้งานจริง

เผยภาพแรกดาวอังคาร จากยาน คิวริออสซิที

ภาพแรกของยานสำรวจที่จะเห็นเงาของยานกระทบกับพื้นผิวของดาวอังคาร เป็นภาพประวัติศาสตร์ และถือเป็นความสำเร็จขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ

ภาพล้อของยานจากยานคิวริออซิตี ที่จอดบนพื้นผิวดาวอังคาร (เอเอฟพี/นาซาทีวี)


               ยานคิวริออสซิที(Curiosity) ยานภารกิจสำรวจดาวอังคารขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ นาซา เตรียมลงจอดพื้นผิวดาวอังคาร และส่งสัญญาณกลับมายังโลกในวันนี้ (6ส.ค.) โดยยานดังกล่าว จะทำการสำรวจดาวอังคารว่า มีสภาพภูมิประเทศเป็นเช่นไร และภูมิอากาศบนดาวอังคารเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ และกุญแจสำคัญของยานนี้จะเป็นสิ่งบ่งบอกว่า หากบนดาวอังคารมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ก็เป็นความหวังให้มนุษย์เดินทางไปสำรวจดาวอังคาร มากขึ้น รวมไปถึงตั้งรกรากในอนาคต

                        ยานคิวริออสซิตี้ ถูกปล่อยลงบนชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร บนพื้นที่ 20,920.5 ล้านกิโลเมตร ถ้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ยานลำนี้จะเคลื่้อนตัวอย่างช้าๆ ไปยังหลุมขนาดใหญ่ โดยการขับเคลื่อนอัตโนมัติ และวิศวกรจะคอยจับตาดูว่า มันสามารถทำงานได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่

นาซ่ายกย่องความสำเร็จครั้งนี้ เทียบเท่ากับซูเปอร์โบว มีการเชิญบรรดาคนที่มีชื่อเสียงไปร่วมเป็นสักขีพยานมากกว่า 1

ที่มา :  คมชัดลึกออนไลน์วันที่ 06-08-2555

คู่มือการใช้ wordpress ในการสร้าง Blog

สุดทึ่ง! หนุ่มเบียร์วัย 16 แก้ปัญหาคณิตฯอายุ 350 ปีของ ‘นิวตัน’ สำเร็จ

โชไรยา เรย์ นักเรียนอินเดียวัย 16 ปี อาศัยอยู่ที่เมืองเดรสเดน ของเยอรมนี ขาสามารถไขปริศนาคณิตศาสตร์ ที่เคยสร้างความสับสนงุนงงต่อวงการ คณิตศาสตร์ มานานกว่า 350 ปี และได้รับการขนานนามว่าเป็อัจฉริยะบุคคล หลังเขาสามารถถอดปริศนาเรขาคณิตของเซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน ได้สำเร็จ

หนังสือพิมพ์เดลี่เมล รายงานว่า เรย์สามารถถอด 2 ทฤษฎีสำคัญว่าด้วยเรื่อง อนุภาค แรงและพลังงาน ซึ่งนักฟิสิกส์ได้เคยคำนวณมาแล้วโดยการใช้ความ สามารถของคอมพิวเตอร์ เขาสามารถคำนวณวัตถุภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ( projectile – โพรเจคไทล์ ) และมีแรงต้านอากาศได้อย่างถูกต้อง ทั้งๆที่ 350 ปีที่ผ่านมา นักคณิตศาสตร์ค้นพบเพียงแค่วิธีคำนวณระยะทางแบบคร่าวๆเท่านั้น โดยเรย์ใช้หัวข้อนี้ทในการทำรายงานของที่โรงเรียนทีเขศึกษาอยู่ เขายังแก้ปัญหาการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ที่กระดอนจากกำแพง ซึ่งถูกเสนอขึ้นมาในช่วงศตวรษที่ 19 ได้อีกด้วย

จากการถอดปริศนาของเขาทำให้ ตอนนี้นักวิทยาศาตร์สามารถคำนวณการเคลื่อนที่ ของทิศทางลูกบอลที่ถูกขว้างออกไป และทำนายว่ามันจะกระทบกับกำแพงอย่างไร  และเด้งออกมาจากกำแพงอย่างไร

ผลงานวิจัยของเขาได้รับรางวัลทั้งในระดับรัฐและระดับท้องถิ่นในโครงการสหวิทยาการยอดเยี่ยม และยังถูกขนานนามอีกว่า อ้จฉริยะ โดยสื่อของเยอรมนี แต่เเรย์ก็ถ่อมตน ว่าเขาเป็นเพียงเด็กนักเรียนซื่อๆ ที่มีความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้นเอง ซึ่งที่มาในการแก้ไขปริศนาในครั้งนี้ ก๋มาจากการฟังบรรยายของศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในระหว่างการทัศนศึกษา ที่พูดถึงปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ยังไมามีใครสามารถแก้ได้ และขาคิดว่าไม่เสียหายถ้าจะลองดู  อีกทั้งเขายังพูดอย่างถ่อมตนว่าเขามีจุดอ่อนในหลายเรื่องในฐานะนักคณิตศาสตร์ และบอก ว่าแม้เขาจะเก่งคณิตศาสตร์แต่ด้อยในการเล่นกีฬายิ่งนัก

ชีวิตวัยเด็กของเรย์ เขาย้ายมาอยู๋ในเยอรมนี เมื่ออายุได้ 12 ปี หลังจากที่พ่อของเขาเป็นวิศวกร ได้งานในสถาบันวิชาช่างแห่งหนึ่งในเยอรมนี เรย์บอกว่าพ่อของเขาเป็นคนที่ทำให้เขามีความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ เพราะพ่อสอนการคำนวณให้เขาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เขาศึกษาภาษาเยอรมันจนคล่องในเวลา 4 ปี และในปัจจุบันเขาได้เรียนในชั้นเรียนที่สูงกว่าเด็กคนอื่น 2 ปี

ขอบคุณข้อมูล http://www.prachatalk.com

ที่มา : www.thairath.co.th

วัตถุเบาที่สุดในโลกได้ไอเดียจาก “หอไอเฟล”

โครงตาข่ายซ้อนเป็นชั้นๆ จากเส้นโลหะบางเท่าเส้นผมคือวัตถุที่เบาที่สุดในโลกขณะนี้ หนาแน่นน้อยกว่าอากาศ และยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าวัสดุเดิมๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาได้แรงบันดาลใจในการสร้างจาก “หอไอเฟล” อันโด่งดัง 

แม้ว่าปัจจุบันเรามี “แอโรเจล” (aerogel) ซึ่งมีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า “ควันแช่แข็ง” (frozen smoke) เป็นวัตถุที่เบาที่สุดในโลก โดยมีความหนาแน่นที่อุณหภูมิห้องและระดับน้ำทะเลน้อยกว่าอากาศ คือ หนาแน่นเพียง 1 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ไลฟ์ไซน์ระบุว่าปัญหาของแอโรเจลคือการมีโครงสร้างอย่างสุ่ม

แอโรเจลนั้นได้จากของเหลวในเจลถูกแทนที่ด้วยอากาศ เหลือเพียงของแข็งที่พันกันยุ่งเหยิง ซึ่งสถาปัตยกรรมที่ไร้ระเบียบของสสารเหล่านี้ทำให้วัสดุชนิดนี้เปรอะบางกว่าโฟมทั่วไป ซึ่งเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตแอโรเจลนี้ มาถึงตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์โครงตาข่ายโลหะที่เบาและมีความหนาแน่นต่ำมากๆ แต่มีโครงสร้างที่เป็นระเบียบ ซึ่งวัสดุใหม่นี้มีระดับความคงรูป ความแข็งแกร่งและการนำไฟฟ้าที่สูงกว่าโฟมแบบดั้งเดิมที่เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิต

โทเบียส สแชดเลอร์ (Tobias Schaedler) นักวิจัยวัสดุที่เบาที่สุดในโลกนี้จากห้องปฏิบัติการเอชอาร์แอล (HRL Laboratories) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเออร์ไวน์ (University of California, Irvine ) ในมาลิบู แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ กล่าวว่า เป้าหมายของทีมวิจัยคือการพัฒนาวัสดุที่มีน้ำหนักเบา โดยนำหลักการของสถาปัตยกรรมเข้ามาใช้ในการออกแบบวัสดุ ทั้งนี้งานวิจัยของพวกเขาได้ตีพิมพ์ลงวารสารไซน์ (Science)

     สแชดเลอร์เปรียบกับหอไอเฟลและสะพานโกลเดนเกท ซึ่งเบาและแข็งแรงอย่างเหลือเชื่อเมื่อดูจากขนาดของสิ่งก่อสร้างทั้งสอง แต่ด้วยสถาปัตยกรรมทำให้หอไอเฟลสูงและเบามากกว่าปิรามิด ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบ และทีมวิจัยต้องการบรรลุความสำเร็จอย่างเดียวกันในการออกแบบโครงสร้างของวัสดุด้วย

นักวิจัยเริ่มต้นผลิตวัสดุด้วยโฟโตพอลิเมอร์เหลว (photopolymer) ซึ่งโมเลกุลจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเมื่อได้รับแสง จากนั้นพวกเขาก็ฉายแสงอัลตราไวโอเลตที่มีการจัดเรียงรูปแบบลงบนโฟโตพอลิเมอร์ และทำให้เกิดโครงสร้างตาข่ายสามมิติขึ้นมา แล้วทีมวิจัยก็เคลือบโครงสร้างเหล่านี้ด้วยฟิล์มบางของโลหะ ซึ่งในกรณีนี้พวกเขาใช้วัสดุผสมนิกเกิล-ฟอสฟอรัส จากนั้นก็กำจัดโฟโตพอลิเมอร์ออกด้วยสารละลาย ซึ่งจะเหลือเพียงโครงตาข่ายเป็นโพรงของท่อนิกเกิล-ฟอสฟอรัส

วัสดุใหม่นี้ยังบางเบากว่าอากาศยิ่งกว่าแอโรเจล โดยมีความหนาแน่นเพียง 0.9 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่ง 99.99% ของปริมาตรคืออากาศ และเบากว่าสไตโรโฟม (styrofoam) 200 เท่า และในการทดสอบยังพบว่าวัสดุนี้มีความยืดหยุ่นสูงมาก โดยหลังจากอัดให้เหลือครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมก็ยังเด้งกลับสู่สภาพเดิมได้

“เรากำลังนึกถึงการประยุกต์ใช้เชิงโครงสร้าง อย่างเช่นใช้ผลิตเครื่องบิน และความสามารถในการดูดซับพลังงานของมันยังอาจมีประโยชน์ในการใช้ดูดซับเสียง การสั่นและการสะเทือนได้ เราควบคุมสถาปัตยกรรมได้ในระดับมิลลิเมตร ไมโครเมตรและนาโนเมตร เพื่อออกแบบวัสดุด้วยคุณสมบัติแบบสั่งตัดเพื่อคุณสมบัติจำเพาะได้ตามที่เราต้องการ” สแชดเลอร์กล่าว และบอกด้วยว่ายังใช้วัสดุอื่นมาผลิตในการตอนเคลือบฟิล์มบางได้ เช่น เพชร พอลิเมอร์และเซรามิกส์ เป็นต้น

สิ่งประดิษฐ์ ‘เต่าไฟ กู้ภัยน้ำท่วม’ โซลาร์เซลล์เวอร์ชั่นล่าสุด

ทีมอาจารย์และนักศึกษาจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตในช่วงแรก เพื่อผลิตและสอนทำชุดโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก เพื่อกู้ภัยส่องสว่าง สำหรับผู้ประสบภัย

หน่วยกู้ภัยกลายเป็นผู้อพยพเสียเอง เมื่อศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ถูกน้ำเข้าท่วมแล้ว และทำให้กลุ่มอาสาสมัครที่จะเข้าไปร่วมผลิตโซลาร์เซลล์ไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้อย่างสะดวก อ.พีระพงษ์ภัทรพันธุ์ชัย อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอีสาน ผศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยสกุล ภาควิชาเทคโนโลยีชนบท คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อ.นันท์ ภักดี ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทนที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน โต้โผใหญ่ผู้ผลิตโซลาร์เซลล์กู้ภัย จึงได้ย้ายไปอยู่ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ อ.เมือง จ.นครนายก ตั้งทีมอาสาสมัครอีกครั้งเพื่อผลิตโซลาร์เซลล์กู้ภัยก่อนจะส่งไปให้ผู้ประสบภัยอีกครั้ง
  และล่าสุดกับการผลิต “เต่าไฟ กู้ภัยน้ำท่วม” โซลาร์เซลล์ผลิตไฟส่องสว่าง ที่ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเพียงไม่กี่ชิ้น และส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์รีไซเคิล ก็สามารถอำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิตในยามค่ำคืนของผู้ประสบภัยได้มากยิ่งขึ้น

อ.พีระพงษ์ กล่าวว่า ผู้ประสบภัยจะได้รับความเดือดร้อนมากเมื่อบ้านถูกตัดไฟ โดยเฉพาะเวลากลางคืน เต่าไฟ กู้ภัยน้ำท่วม เป็นอีกเวอร์ชั่นโซลาร์เซลล์กู้ภัยส่องสว่าง หลังจากเวอร์ชั่นแรกที่ผลิตและแจกจ่ายไปหมดแล้ว หลังจากที่เราแจ้งความต้องการขอรับบริจาคอุปกรณ์ผ่านช่องทางโลกออนไลน์ ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้มีจิตศรัทธา ทั้งแผงโซลาร์เซลล์คุณภาพดี 600 แผ่น จากบริษัท เทคโนโลยี กรีน โซลูชั่น, แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ, สายไฟเก่า ๆ, หลอดประหยัดไฟแอลอีดี และอื่น ๆ ซึ่งอุปกรณ์ส่วนใหญ่เป็นของที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เพื่อนำมาประกอบเป็นแผงโซลาร์เซลล์

หลังจากประกอบอุปกรณ์เข้าด้วยกันและนำมาวางเพื่อทดสอบการใช้งาน และพบว่ารูปร่างของโซลาร์เซลล์เวอร์ชั่นใหม่นี้มีลักษณะเหมือนเต่า จึงเป็นที่มาของชื่อ “เต่าไฟ กู้ภัยน้ำท่วม”

อ.พีระพงษ์ กล่าวว่า โซลาร์เซลล์ที่ผลิตขึ้นนี้จะสามารถให้ไฟส่องสว่างได้นานหลายชั่วโมง เมื่อประจุไฟที่เก็บไว้หมดลงก็เพียงนำไปวางไว้ในที่มีแสงแดดส่องถึง หากแดดแรงในช่วงเที่ยงวันจะใช้เวลาเก็บประจุเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น แต่หากแดดไม่แรงมากในช่วงเช้าหรือเย็นจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

ในขั้นแรกนี้ได้มีการผลิตไว้แล้วจำนวน 100 ชุด และต้องการอาสาสมัครเพื่อมาช่วยกันผลิต อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ อ.พีระพงษ์ ได้อาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุราว 6–7 คนมาช่วยผลิต โดยมีการสอนขั้นตอนการผลิตและอาสาสมัครผู้สูงอายุชุดแรกสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งทีมของ อ.พีระพงษ์ เห็นว่าวิธีการผลิตทำได้ไม่ยาก และทุกคนสามารถทำได้ จึงได้จัดทำวิดีโอขั้นตอนการผลิตที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และจะอัพโหลดขึ้นไปไว้ที่ http://www.facebook.com/engineeresu เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาท่านอื่น ๆ หากมีอุปกรณ์ก็สามารถผลิตและนำไปช่วยผู้ประสบภัยได้อย่างทั่วถึง

ระยะเวลาในการผลิต หากเป็นผู้มีความรู้พื้นฐานจะสามารถผลิตได้ชั่วโมงละประมาณ 8–10 ชุด แต่หากเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่มีประสบการณ์จะผลิตได้ชั่วโมงละประมาณ 3 ชุด และสำหรับ 100 ชุดในชุดแรกที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังเตรียมจัดส่งไปแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย โดย อ.พีระพงษ์ จะเน้นแจกไปตามวัดใน
แต่ละพื้นที่ เนื่องจากเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เมื่อเกิดปัญหาจะนึกถึงและอพยพไปอาศัยตามวัดต่าง ๆ

อ.พีระพงษ์ ยังบอกอีกว่า กำลังจะต่อยอดเต่าไฟกู้ภัยน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการใส่ช่องเสียบยูเอสบี เพื่อให้สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือ และเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ เนื่องจากเล็งเห็นว่า การติดต่อสื่อสารก็เป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทั่วถึงและทันท่วงที

อีกไม่นานเราคงได้เห็นสัตว์ที่มากับน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิต นอกเหนือจากตะขาบ จระเข้ และงูเขียวกรีนแมมบ้า แต่งานนี้เป็นสัตว์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ให้โทษอย่างสัตว์ชนิดอื่น ๆ แต่ให้ประโยชน์กับผู้ประสบภัย.

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เสร็จซ้อมใหญ่่ไปกลับดาวอังคาร รอนแรม 43 เดือน ยังคงแข็งแรงดี

ทีมมนุษย์อวกาศสิ้นสุดซ้อมใหญ่การเดินทางไปกลับยังดาวอังคาร ต้องอุดอู้อยู่ในยานอวกาศไม่เห็นเดือนเห็นตะวันนานถึง 520 วัน เสร็จสิ้นการฝึกซ้อมอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ไม่ได้เหยียบดาวสีแดงจริงๆเท่านั้น

พวกเขาเป็นชายฉกรรจ์อาสาสมัคร 6 นาย เข้าร่วมโครงการ “มาร์ 500” ซึ่งลงทุนสูงถึง 495 ล้านบาท เพื่อจะได้รู้ว่า การเดินทางไกลเข้าไปในอวกาศจะทำให้ยังคงแข็งแรง และมีสติสัมปชัญญะดีอยู่หรือไม่
แต่ละคนต่างมีใบหน้าซีดเซียวแต่ยิ้มกว้าง ขณะที่โผล่ออกจากประตู และต้องหยีตาเมื่อเจอเข้ากับแสงสว่าง กับเสียงปรบมือต้อนรับสนั่นหวั่นไหว

นายเดียโก  เออบินา  มนุษย์อวกาศชาวอิตาเลียนกล่าวว่า “เราสามารถเดินทางกันโดยลำพัง ในการเดินทางไปยังดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่จะไปถึงได้สำเร็จ” ตลอดระยะเวลา อันยาวนานนี้  พวกเขาต้องยังชีพด้วยอาหารปันส่วนแบบมนุษย์อวกาศในการเดินทางจริง  ต้องตกอยู่ภายใต้การสังเกตแทบตลอดเวลานอกจากเข้าห้องน้ำเท่านั้น.

ที่มา : www.thairath.co.th

จีนไล่กวดประชิดสหรัฐรัสเซีีีย สร้างสถานีอวกาศขึ้นในวงโคจร

จีนเขยิบใกล้กับการตั้งสถานีอวกาศของตนเองเข้าไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว เมื่อสามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปต่อเชื่อมกับลำที่โคจรอยู่ก่อนแล้วสำเร็จ

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ยานอวกาศ “เชนสู 8” ที่ส่งขึ้นไป ได้ไปต่อเชื่อมกับยานอวกาศ “เทียนกง 1” ที่โคจรอยู่ได้สำเร็จ หลังจากที่สหรัฐฯและรัสเซียเป็นเพียง 2 ชาติที่มีเทคนิคทำได้มาก่อน

โฆษกของโครงการเดินทางในอวกาศของมนุษย์ของจีน กล่าวว่า “การต่อเชื่อมยานอวกาศประสบความสำเร็จ และยานทั้งคู่โคจรในวงโคจรรอบโลกมา 6 รอบแล้ว โดยที่เครื่องมือต่างๆ ทำงานได้เรียบร้อย
จีนต้องหันมาตั้งโครงการอวกาศตนเอง เพราะโดนสถานีอวกาศระหว่างประเทศของ 16 ชาติกีดกัน โดยเฉพาะสหรัฐฯตั้งแง่รังเกียจ ที่โครงการของจีนมีโปรแกรมทางทหารแฝงอยู่ด้วย

ความสำเร็จของจีนครั้งนี้ ในทางเทคโน โลยี เทียบได้เท่ากับความสำเร็จของอเมริกา โครงการ “เจมินี่” เมื่อทศวรรษ ปี พ.ศ. 2543 จีนยังได้เตรียมจะส่งยานอวกาศอีก 2 เที่ยว ในปีหน้า ซึ่งในเที่ยวหนึ่ง อาจจะให้คนขึ้นไปด้วย.

ที่มา : www.thairath.co.th

การประกวด “สร้างคลังความรู้กับทรูปลูกปัญญาดอทคอม” ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “วิดีโอสร้างสรรค์ แบ่งปันความรู้”

โครงการประกวด “สร้างคลังความรู้กับทรูปลูกปัญญาดอทคอม” ครั้งที่ 2
ภายใต้หัวข้อ “วิดีโอสร้างสรรค์ แบ่งปันความรู้”
ชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ประเภทผลงานเข้าประกวด

1. ประเภทกลุ่มสาระการเรียนรู้ (ระดับนักเรียน)แยกออกเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 2 ระดับ ดังนี้

  • 1.1 ระดับประถมศึกษา
  • 1.2 ระดับมัธยมศึกษา
2. ประเภทส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมดีเด่น (ระดับอุดมศึกษา และบุคคลทั่วไป)โดยให้นิยามและคำจำกัดความดังนี้

  • คุณธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจิตใจ คุณธรรม คือจริยธรรมที่แยกเป็นรายละเอียดแต่ละประเภท เช่น เมตตา กรุณา เสียสละ ซื่อสัตย์ อดทน หากประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเป็นสภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจิตใจของผู้นั้น
  • จริยธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรม กฎศีลธรรม ประมวล กฎหมาย ที่กลุ่มชนหรือสังคมหนึ่งๆ ยอมรับเป็นแนวควบคุมความประพฤติ เพื่อแยกแยะให้เห็นว่าอะไรควรหรือไม่ควร
  • (ที่มา : http://www.charuaypontorranin.com, “ความหมายและหลักการของคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม”)
รูปแบบผลงาน
  • 1. ผู้สมัครแต่ละทีมต้องถ่ายทอดผลงานในรูปแบบ คลิปวิดีโอ ความยาวไม่เกิน 15 นาที ขนาดไฟล์ไม่เกิน 150 MB ประเภทไฟล์ .wmv / .mpg / .mp4 / .mov / .flv / .avi
  • 2. เนื้อหาที่ส่งเข้าประกวดแข่งขันแต่ละประเภทมีดังต่อไปนี้
    2.1.ประเภทกลุ่มสาระการเรียนรู้ (ระดับนักเรียน)

    ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาต้อง ส่งเนื้อหาวิชาใดวิชาหนึ่งหรือหลายวิชาหากส่งประกวดหลายคลิป โดยใช้เนื้อหาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ วิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา วิชาศิลปะ ดนตรีและนาฏศิลป์ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี และ วิชาภาษาต่างประเทศ
    2.2.ประเภทส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมดีเด่น (ระดับอุดมศึกษา และบุคคลทั่วไป)

    ต้องเป็นเนื้อหาที่มุ่งส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรม โดยนำเสนอให้บุคคลมีจิตสำนึกในการทำความดี การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข
เงื่อนไขการเข้าร่วมประกวด
  • 1.ประเภทกลุ่มสาระการเรียนรู้ (ระดับนักเรียน)
    • สมัครและอัพโหลดผลงานผ่านเว็บไซต์ ทรูปลูกปัญญาดอทคอม (www.trueplookpanya.com) เท่านั้น
    • ทีมประกอบด้วยนักเรียนไม่เกิน 3 คนและอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน
    • สมาชิกแต่ละทีมต้องศึกษาอยู่ในระดับเดียวกัน และส่งผลงานในระดับที่ตนเองกำลังศึกษาอยู่เท่านั้น เช่น หากส่งผลงานประกวดในระดับประถมศึกษา สมาชิกในทีมต้องศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และผลงานต้องเป็นเนื้อหาในระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 เช่นกัน
    • ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและระบุหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคนในทีม หรืออาจมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมแสดงอยู่ในคลิปวิดีโอด้วย
    • แต่ละทีม สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ไม่จำกัดจำนวน
    • ส่งผลงานมีที่เนื้อหาต่างกลุ่มสาระกันได้ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ กับ วิชาวิทยาศาสตร์ โดยไม่จำกัดเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ
    • อาจารย์ที่ปรึกษาสามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับทีมของนักเรียนได้มากกว่า 1 ทีม โดยเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของเนื้อหาผลงาน
    • เนื้อหาประกอบอื่นๆ ที่นำมาใส่เพิ่มเติมในผลงาน ขอให้มีการอ้างอิงแสดงที่มาของเนื้อหานั้นๆ ให้ชัดเจน เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าของผลงานต้นฉบับ
    • เมื่อผลงานได้รับการอนุมัติให้แสดงผลที่หน้าเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอม แต่ละทีมสามารถโหวตผลงานของตนเองได้ทันที
    • ผลงานไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ คัดลอก หรือดัดแปลงผลงานผู้อื่น และไม่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดประเภทเดียวกันนี้ จากโครงการอื่นมาก่อน
    • หากผลงานผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ละทีมจะต้องส่งผลงานและเบื้องหลังการถ่ายทำบันทึกในรูปแบบซีดี ทางไปรษณีย์มาที่ทีมงานทรูปลูกปัญญา
    • ผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าประกวด ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมในการเผยแพร่ เพื่อการศึกษาค้นคว้า
    • ขอสงวนสิทธิ์ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นตัวแทนรับเงินรางวัล (กรณีที่ได้รับรางวัล)
    • แต่ละทีมสามารถศึกษารูปแบบคลิปวิดีโอตัวอย่างได้จาก http://www.trueplookpanya.com
    • การตัดสินของคณะกรรมการให้ถือเป็นที่สิ้นสุด ที่ผู้ใดจะฟ้องร้องมิได้
  • 2.ประเภทส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมดีเด่น (ระดับอุดมศึกษา และบุคคลทั่วไป)
    • สมัครและอัพโหลดผลงานผ่านเว็บไซต์ ทรูปลูกปัญญาดอทคอม (www.trueplookpanya.com) เท่านั้น
    • สมาชิกในทีมไม่เกิน 3 คน
    • สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ไม่จำกัดจำนวน โดยเนื้อหาจะต้องมุ่งส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม การทำความดี ไม่จำกัดเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ
    • ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและระบุหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคนในทีม
    • เนื้อหาประกอบอื่นๆ ที่นำมาใส่เพิ่มเติมในผลงาน ขอให้มีการอ้างอิงแสดงที่มาของเนื้อหานั้นๆ ให้ชัดเจน เพื่อให้เกียรติแก่เจ้าของผลงานต้นฉบับ
    • เมื่อผลงานได้รับการอนุมัติให้แสดงผลที่หน้าเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอม แต่ละทีมสามารถโหวตผลงานของตนเองได้ทันที
    • ผลงานไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ คัดลอก หรือดัดแปลงผลงานผู้อื่น และไม่เคยได้รับรางวัลจากการประกวดประเภทเดียวกันนี้ จากโครงการอื่นมาก่อน
    • หากผลงานผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ แต่ละทีมจะต้องส่งผลงานและเบื้องหลังการถ่ายทำบันทึกในรูปแบบซีดี ทางไปรษณีย์มาที่ทีมงานทรูปลูกปัญญาดอทคอม
    • ผลงานทุกชิ้นที่ส่งเข้าประกวด ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมในการเผยแพร่ เพื่อการศึกษาค้นคว้า
    • แต่ละทีมสามารถศึกษารูปแบบคลิปวิดีโอตัวอย่างได้จาก http://www.trueplookpanya.com
    • การตัดสินของคณะกรรมการให้ถือเป็นที่สิ้นสุด ที่ผู้ใดจะฟ้องร้องมิได้
การส่งผลงาน
สมัครและอัพโหลดผลงานผ่านหน้าเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอม www.trueplookpanya.com

  • ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดต้องสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมก่อนทำการอัพโหลดผลงาน กรณีที่ผู้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาดอทคอมอยู่แล้ว ท่านสามารถใช้ Log-in เดิม ในการส่งผลงานได้
  • กรอกรายละเอียดคำอธิบายเนื้อหาของวิดีโอให้ครบถ้วน
  • กรอกรายละเอียดการสมัครผ่านหน้าเว็บไซต์ทรูปลูกปัญญาให้ละเอียดและชัดเจนเพื่อผลประโยชน์ของตัวผู้สมัครเอง
  • อัพโหลดวิดีโอ ความยาวไม่เกิน 15 นาที ขนาดไฟล์ไม่เกิน 150 MB ประเภทไฟล์ .wmv / .mpg / .mp4 / .mov / .flv / .avi
  • ต้องตั้งชื่อไฟล์วิดีโอเป็นภาษาอังกฤษหรืออาจมีตัวเลขประกอบด้วยได้ เช่น abusshool5.wmv เป็นต้น
  • หากทีมใดมีปัญหาในการอัพโหลดไฟล์วิดีโอสามารถติดต่อทีมงานทรูปลูกปัญญาดอทคอมได้ที่เบอร์โทร. 02-699-1747 , 02-699-6699    ในวันและเวลาทำการ และทางอีเมล์ admin@trueplookpanya.com ตลอด 24 ชั่วโมง
  • กรณีส่งผลงานประเภทกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องอัพโหลดสำเนาใบประกอบวิชาชีพครู (กรณีครูอาจารย์ที่ปฏิบัติงานประจำ) พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง จำนวน 1 ชุด หรืออัพโหลดหนังสือรับรองงานด้านการสอน ที่ออกโดยโรงเรียนที่ท่านปฏิบัติงานอยู่ (สำหรับครูอาจารย์ที่ปฏิบัติงานพิเศษ, ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู) พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง จำนวน 1 ชุด
  • แต่ละทีมจะได้รับอีเมล์แจ้งจากทีมงาน ในกรณีที่อัพโหลดผลงานสำเร็จหรือผลงานของผู้สมัครมีปัญหาในการอัพโหลด เพื่อให้ผู้สมัครทำการอัพโหลดผลงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง
  • ขอสงวนสิทธิ์ไม่รับพิจารณาผลงานที่ระบุรายละเอียดไม่ชัดเจน กรอกรายละเอียดการสมัครไม่ครบถ้วน เอกสารไม่ครบถ้วนตรงตามที่ระบุ เนื้อหานอกเหนือจาก 8 กลุ่มสาระ หรือเนื้อหาที่ไม่ได้มุ่งส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม
ระยะเวลาการประกวด
เปิดอัพโหลดผลงาน : 15 ก.ย. ถึง 15 ธ.ค. 54
คัดเลือกผลงานโดยคณะกรรมการ : 31 ม.ค. และ 1 ก.พ. 55
เปิดโหวต-ปิดโหวตผลงาน : 15 ก.ย. 54 ถึง 14 ก.พ. 55
ประกาศผลการประกวด : 15 ก.พ. 55
จัดงานมอบรางวัล : จะมีการแจ้งให้ทราบ

 

ที่มา http://www.trueplookpanya.com/contest2011/rule.php

ไทยติด 1 ใน 14 นักวิจัยดีเด่นแสงซินโครตรอนโลก

คนไทยรับเลือกจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ เป็น 1 ใน 14 นักวิจัยดีเด่นแสงซินโครตรอนโลก…

ดร.วันทนา คล้ายสุบรรณ์ ผู้จัดการระบบลำเลียงแสงที่ 8 สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ตนได้รับเลือกจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA : International Atomic Energy Agency) ให้เป็น 1 ใน 14 ผู้เชี่ยวชาญด้านแสงซินโครตรอนจากทั่วโลกเป็นตัวแทนประเทศไทยให้เข้าร่วมประชุม เรื่อง “Applications of synchrotron radiation sources for compositional and structural characterization of objects in cultural heritage, forensics and materials science” ซึ่งจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ IAEA กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 17-21 ต.ค.ที่ผ่านมา  พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยจากแสงซินโคร–ตรอนเชิงลึกในสาขามรดกทางวัฒนธรรม โดย ดร.วันทนาได้นำเสนอผลงานวิจัย เรื่องการค้นพบองค์ประกอบธาตุที่สำคัญของกระจกเกรียบโบราณวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง ที่มีเอกลักษณ์งดงามวิจิตร ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกระจกที่มีเอกลักษณ์พิเศษแตกต่างจากกระจกชนิดอื่นๆ ประกอบกับความประทับใจในความวิจิตรงดงามของศิลปะการปิดทองประดับกระจกของช่างไทยโบราณและได้รับการยกย่องว่าเป็นงานวิจัยด้านวัฒนธรรมดีเด่น

ดร.วันทนากล่าวต่อว่า  เป้าหมายสูงสุดของงานวิจัยนี้คือการคิดค้นสูตรแก้วและกระบวนการผลิตกระจกแก้วที่มีสีและสมบัติทางกายภาพใกล้เคียงกับกระจกเกรียบโบราณของไทยให้ได้มากที่สุด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่ภาคอุตสาหกรรมและเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูงานช่างศิลป์ประดับกระจกของชาติให้กลับคืนมาอีกครั้ง.

ที่มา : www.thairath.co.th

ให้สังเกตดูแสงไฟสว่างตามเมือง ในการค้นหามนุษย์ต่างดาว

นักฟิสิกส์ดวงดาวสหรัฐฯ เสนอให้มองหามนุษย์ต่างดาว โดยมองหาแสงไฟที่สว่างจากเมืองต่างๆของพวกเขา แทนการคอยฟังแต่สัญญาณวิทยุ และลำแสงเลเซอร์

นายอาลี เลียบ แห่งศูนย์ฟิสิกส์ดวงดาวฮาวาร์ด-สมิธ โซเนียน อ้างว่าการสังเกตดูเมืองของมนุษย์ต่างดาว แม้จะเป็นได้ยาก แต่ก็ไม่ต้องเหนื่อยยากอะไร “และหากว่าพบเข้าก็จะ ทำให้เราได้ความรู้ ถึงฐานที่อยู่ของเราในจักรวาลด้วย”

เขาบอกต่อไปว่า การคอยสังเกตดูแสงไฟยังง่ายด้วย เพราะแสงของมันจะต่างกับแสงหรุบหรู่ของดาวแม่ และสอนว่า ควรจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแสงขณะที่ดาวพระเคราะห์ดวงนั้น โคจรรอบๆ ดาวแม่ เพราะจะมีสภาพ คล้ายกับดวงจันทร์มีข้างขึ้นข้างแรม เขาเชื่อว่าโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ใช้กันอยู่ ก็จะมองเห็นแสงตามเมือง ขนาดกรุงโตเกียว ที่อยู่ห่างไกลที่แถบคูอิเปอร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่ดาวพลูโต อิรีสและดาวน้ำแข็งเรือนพันชุมนุมกันอยู่.

ที่มา : www.thairath.co.th

เปลี่ยนท่อพีวีซีเป็น “กล้องดูดาว”

หากอยากได้กล้องโทรทรรศน์ดูดาว โดยปกติเราก็ศึกษาข้อมูล เลือกคุณสมบัติของกล้องตามต้องการ แล้วสั่งซื้อมาใช้ แต่ถ้าต้องการมากกว่าแค่ “จ่ายตังค์แล้วได้ของ” การประกอบกล้องดูดาวขึ้นมาใช้เองน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้เราได้ทั้งความภูมิใจและยังได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับหลักวิศวกรรมในการประกอบกล้องดูดาวด้วย 
แม้ยังเป็นแค่นักเรียนชั้น ม.4 แต่ “ธนกฤต ลีลาวรกุล” หรือ “นะ” จากโรงเรียนสภาราชินี จ.ตรัง ก็สามารถประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นใช้งานได้ และยังช่วยสอนเพื่อนๆ ที่ยังประกอบกล้องได้ไม่ดีอีกด้วย ซึ่งความสามารถดังกล่าวได้รับมาจากการเข้า ค่ายกล้องดูดาวพีวีซีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 54 ซึ่ง จัดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. 54 ณ วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา จ.ชลบุรี
ในค่ายดังกล่าว เด็กนักเรียนจากหลายโรงเรียนได้เรียนรู้เทคนิคการประดิษฐ์กล้องดูดาวขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร แต่หลายคนอาจสงสัยว่า เราประกอบกล้องโทรทรรศน์กันได้ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?
ดร.สวัสดิ์ ตันติพันธุ์วดี หัวหน้าโครงการค่ายกล้องดูดาวพีวีซีเฉลิมพระเกียรติฯ อธิบายหลักการคร่าวๆ ในการประกอบกล้องดูดาวแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือท่อพีวีซี เลนส์ใกล้ตา เลนส์ใกล้วัตถุ (objective lens) และกระจกสะท้อนภาพ
กล้องดูดาวที่สอนประดิษฐ์กันในค่าย เป็นกล้องแบบสะท้อนแสง มีหลักการทำงานคือ เมื่อแสงจากวัตถุที่อยู่ไกลมาก เช่น ดวงดาว ดวงอาทิตย์ ผ่านเข้ามาทางปากลำกล้องไปยังเลนส์ใกล้วัตถุ ซึ่งจะทำหน้าที่รวมแสงที่สะท้อนออกจากวัตถุให้ตกลงจุดโฟกัส โดยที่ระยะก่อนจุดโฟกัสมีกระจกเงาที่วางเอียง 45 องศาเพื่อหักเหลำแสงไปยังเลนส์ใกล้ตา (eyepiece) ในตำแหน่งรูด้านข้างของกล้อง ซึ่งเลนส์ใกล้ตานี้จะทำหน้าที่ขยายภาพวัตถุสู่รูม่านตา ทำให้ได้ภาพที่คมชัด

วิธีประกอบกล้องดูดาวคร่าวๆ คือ ใช้ท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหรือ 25 เซนติเมตร ประกอบเข้ากับกระจกเว้าขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลนส์ใกล้วัตถุ และมีความยาวโฟกัส 1.20 เซนติเมตร จากนั้นประกอบกระจกเงารูปวงรีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร ที่ตำแหน่งก่อนระยะโฟกัส โดยให้เอียงทำมุม 45 องศา เพื่อหักเหลำแสงไปยังด้านข้างที่ประกอบเลนส์ใกล้ตาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.1 เซนติเมตร ซึ่งมีความยาวโฟกัส 2-3 เซนติเมตร
นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ที่สำคัญอีกชิ้นคือ “กล้องนำ” ที่หน้าที่ในการค้นหาตำแหน่งที่วัตถุที่เราต้องการดู โดย สุวิทย์ พิพิธวณิชธรรม ผู้ผลิตและจำหน่ายกล้องดูดาว ซึ่งร่วมทีมกับ สวทช.ในการให้ความรู้การประกอบกล้องดูดาวในค่ายนี้ด้วย อธิบายว่ากล้องนำมีมุมกล้องที่กว้างกว่ากล้องหลัก แต่จะเห็นภาพในระยะที่ไกลกว่าและต้องใช้กล้องหลักเพื่อขยายภาพวัตถุอีกที
สำหรับกล้องนำที่ใช้ร่วมกับกล้องหลักในค่ายนี้ ประกอบขึ้นด้วยเลนส์ใกล้วัตถุที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร ซึ่งมีความยาวโฟกัส 18 เซนติเมตร และเลนส์ใกล้ตาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 เซนติเมตร ซึ่งมีความยาวโฟกัส 4.5 เซนติเมตร ทั้งนี้ กล้องที่ประดิษฐ์ขึ้นค่ายสามารถใช้ส่องดูดาว ดูกาแลกซีและดวงอาทิตย์ได้ โดยเริ่มต้นประกอบอาจใช้เวลานานนับชั่วโมง แต่หากชำนาญแล้วจะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีในการประกอบ
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ ฐานกล้อง ซึ่งต้องแข็งแรงและรองรับลำกล้องขาดใหญ่ของท่อพีวีซีไม่ให้เคลื่อนระหว่างดูดาว โดยฐานกล้องในค่ายนี้ประกอบขึ้นจากไม้อัดจากขี้เลื่อย และเคลือบสารกันชื้นเพื่อความแข็งแรง

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

สำรวจผลงานบ่มเพาะ “นักประดิษฐ์รุ่นใหม่”

สำรวจผลงานบ่มเพาะ “นักประดิษฐ์ใหม่” โครงการความร่วมมือ วช.และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา มีผลงานโดดเด่น เช่น ชุดชาร์จโทรศัพท์มือถือพกพา กังหันลมผลิตไฟฟ้าต้นทุนถูก เก้าอี้ชั่งน้ำหนักสำหรับผู้สูงอายุที่ยืนหรือเดินไม่ได้ และเวชภัณฑ์ดูดน้ำมูกเด็กเพื่อลดความบอบช้ำจากอาการบาดเจ็บภายในเนื้อเยื่อช่องจมูก

   สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อบ่มเพาะนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ ประจำปี 2554 หัวข้อ “การวิจัยเชิงบูรณาการสู่การประดิษฐ์และนวัตกรรม” ระหว่างวันที่ 8-9 ก.ย.54 ณ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โดยผู้อบรมกว่า 250 คนได้นำกว่า 50 ผลงานมานำเสนอ

ผลงานที่นำเสนอภายในการอบรมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการอบรมก่อนหน้านี้เมื่อเดือน มิ.ย.54 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวแนวโน้มและทิศทางการวิจัย การประดิษฐ์คิดค้น ตลอดจนการบูรณาการงานวิจัยสู่การประดิษฐ์และนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงแนวคิดในการวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
ศ.นพ. สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงการอบรมในโครงการนี้ว่า คาดหวังว่าจะมีนักวิจัยและนักประดิษฐ์หน้าใหม่เกิดขึ้น และหวังว่าผู้เข้าอบรมจะได้รับแรงบันดาล ประสบการณ์และแนวคิดที่จะทำให้พัฒนางานต่อไปได้เร็วขึ้น รวมทั้งอยากเห็นการสร้างเครือข่ายความคิดร่วมกัน
ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่นำมาเสนอภายการอบรมครั้งนี้ ซึ่งมีหลายผลงานที่น่าสนใจ อาทิ “เตาอบเลนส์นูน ความร้อนสูง”ซึ่งใช้อบอาหารได้หลายชนิด เช่น หมูแดดเดียว เนื้อแดดเดียว กล้วยตาก ปลาแห้ง เป็นต้น ผลงานของนายปัญญา ลำโคลัด น.ส.สิริพร ขบวน และนายจตุพล คูหา ทีมจากโรงเรียนศึกษานารีวิทยา ซึ่งเผยกับเราว่าได้แนวคิดในการสร้างผลงานนี้จากการอบรม ซึ่งเราสามารถนำสิ่งเหลือใช้มาพัฒนาเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ได้
อีกผลงานที่น่าสนใจคือ “กังหันลมผลิตไฟฟ้า” (Wind Generator) ผลงานทีมอาจารย์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม ได้แก่ นายวิฑูร มลิวัลย์ นายพิเชษฐ์ ตนะวัฒนา และ น.ส.ก่องกาญจน์ วงศ์พรหม ซึ่งได้พัฒนากังหันลมผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตพร้อมเครื่องควบคุมทั้งหมด 8,000 บาท โดยใบพัดกังหันลมทำจากท่อพีวีซีที่นำมาตัด แล้วประกอบกับมอเตอร์ซึ่งได้มาจากเครื่องซักผ้าที่ไม่ใช้งานแล้ว จากนั้นประกอบกันเป็นไดนาโม ซึ่งไฟฟ้าจากการหมุนของใบพัดถูกเก็บลงแบตเตอรีไว้ แล้วนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ให้แสงสว่างได้
ต่อมาที่เวชภัณฑ์ดูดน้ำมูก “เอ็มยูขทิป” (MU-Tip) เวชภัณฑ์ที่มีแนวคิดมาจากการดูแลเด็กอ่อนที่มีน้ำมูก ซึ่งการนำน้ำมูกเด็กอ่อนออกมานั้นมีวิธีเดียวคือการใช้สายดูดเสมหะต่อกับเครื่องดูดเสมหะ ทำให้มีเลือดออก เนื่องจากไปโดนเนื้อเยื่อที่มีความบอบบาง เด็กจึงเกิดการบาดเจ็บ และทำให้เนื้อเยื่อบวม เด็กจะยิ่งหายใจไม่ออกมากขึ้น ผู้ประดิษฐ์จึงคิดตัวเชื่อมที่เป็นข้อต่อระหว่างเครื่องและจมูก เพื่อให้เครื่องดูดน้ำมูกออกมาได้
ผลงานต่อไปเป็น “เครื่องชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบพกพา” (ระบบ ควิก ชาร์จ) ผลงานนายวิจิตร แสงสุทธิ นายวีรวิชญ์ ประสิทธิ์ภัทรชัย และนายอนุเทพ ชื่นชม จากโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ เทคโนธุรกิจ ซึ่งได้แนวคิดจากเครื่องชาร์จแบบฉุกเฉินที่มีจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อต่อยอดโครงงานเครื่องชาร์จแบตเตอรีที่เคยทำก่อนหน้านี้ โดยเครื่องชาร์จที่พัฒนาล่าสุดนี้ใช้แบตเตอรีขนาด AA จำนวน 2 ก้อน และรองรับโทรศัพท์หลายรุ่น และเมื่อประจุไฟเต็มแล้วสามารถใช้งานได้นาน 48 ชั่วโมง
อีกผลงานคือ “เก้าอี้ชั่งน้ำหนักไอเอ็นเอ็มยูโมบายแชร์สเกล” (INMU Mobile Chair Scale) เก้าอี้สำหรับชั่งน้ำหนักในท่านั่ง คล้ายเก้าอี้สำนักงาน ที่มีแกนรับน้ำหนักเพียงแกนเดียว ซึ่ง ผศ.ดร. อุไรพร จิตต์แสง นายสร้างสรรค์ ศิริปิยะวัฒน์ นางพัศมัย เอกก้านตอง และ น.ส.มนัสนันท์ แยกสกุล เจ้าของผลงานนี้จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยถึงแนวคิดว่าได้จากการสังเกตผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องสุขภาพและไม่สามารถยืนหรือเดินได้สะดวกนัก แต่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักเพื่อคำนวนดัชนีมวลกายให้แพทย์ได้วินิจฉัยเพื่อจ่ายยาและคำนวนโภชนาการของผู้ป่วย
เหล่านี้เป็นผลงานส่วนหนึ่งที่ได้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อบ่มเพาะนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ที่จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง วช.และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเราหวังว่าตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานและสิ่งประดิษฐ์จากการสังเกตปัญหาและสิ่งต่างๆ รอบตัว

ที่มา  ผู้จัดการออนไลน์

ธนาคารขยะไอที ฝีมือ’เด็กพุนพิน’

“โทรทัศน์เก่าๆ คอมพิวเตอร์เสีย แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ชำรุดใช้งานไม่ได้ เอามาบริจาคได้ที่ธนาคารขยะนะคะ”

เสียงใสๆ ของเหล่าหนูน้อยตัวจ้อยดังเจื้อยแจ้วไปทั่ว หลังกริ่งสัญญาณดังขึ้นเวลา 12.30 น. ของทุกวัน บริเวณหน้าห้องธนาคารขยะรีไซเคิล มีนักเรียนชายหญิงนับสิบชีวิตต่างยืนถือถุงขยะเต็มสองมือ รอเข้าแถวยาวเหยียด

ส่วนที่เหลือกำลังทำหน้าที่กันอย่างขะมักเขม้น ไล่ตั้งแต่คัดแยกขยะ ทั้งพลาสติก แก้ว โลหะ อะลูมิเนียม จนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไว้เป็นกองพะเนิน ต่อด้วยการชั่งน้ำหนัก จดรายชื่อคนและสิ่งของด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

นี่คือภาพอันชินตาของกลุ่มเยาวชนโรงเรียนดรุโณทัยพุนพิน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎรŒธานี หนึ่งใน 84 โรงเรียนของโครงการโรงเรียนเครือข่ายเชฟรอนพลังใจพลังคน ที่สนับสนุนโดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

ด.ญ.หนึ่งธิดา ขวัญดี ชั้นป.6 เล่าว่าในห้องเรียนคุณครูสอนให้รู้ว่าขยะเหล่านี้มีสารพิษต่างๆ หลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ตะกั่ว ที่แฝงอยู่ในแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ มีพิษทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ระบบโลหิต การทำงานของไต การสืบพันธุ์ และมีผลต่อการพัฒนาทางสมองของเด็ก

ปรอทในหลอดไฟจะทำลายอวัยวะต่างๆ รวมทั้งสมอง ไต และเด็กในครรภ์มารดา แคดเมียมในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะทำลายระบบประสาท ส่งผลต่อพัฒนาการและการมีบุตร หรืออาจมีผลกระทบต่อพันธุกรรม สารหนูในแผงวงจรไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ทำลายระบบประสาท ระบบผิวหนังและระบบย่อยอาหาร หากร่างกายได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณมากจะทำให้ความจำเสื่อม เป็นอัมพาต และอาจถึงตายได้

ส่วน ด.ญ.กัญญาภัค ระวังวงศ์ ชั้นป.5 เล่าถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีมในการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในธนาคารขยะรีไซเคิล ว่าต้องระมัดระวัง และป้องกันตัวเองเป็นพิเศษ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือทุกครั้ง

“ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นขยะมีพิษ ไม่ควรทิ้งรวมกับขยะประเภทอื่นเป็นอันขาด เด็กๆ และผู้ปกครองควรใส่ใจในทุกรายละเอียดจริงๆ ตั้งแต่การคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ไว้ต่างหาก สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือทุกครั้งเวลาต้องเข้าใกล้หรือสัมผัสกับเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เก่าชำรุดเสียหาย แล้วนำมาช่วยกันคัดแยกต่อที่ธนาคารขยะรีไซเคิล ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ แบตฯมือถือ จอคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์หรือเครื่องพิมพ์เก่าๆ ต้องแบ่งส่วนกันให้ชัดเจน เก็บไว้อย่างมิดชิดเป็นระเบียบเรียบร้อย

ด้าน ด.ญ.ชนิกานต์ วัฒนโยธิน ชั้นป.5 บอกเล่าว่าจากการทำกิจกรรมได้เรียนรู้ว่าการรณรงค์ลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์จะเริ่มตั้งแต่การจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ การใช้ซ้ำ (Reuse) และ การนำไปใช้อีก (Recycle)

“การใช้ซ้ำ (Reuse) ด้วยการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง อาจจะนำมาซ่อมแซมหรือนำไปบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน ส่วนการนำกลับมาใช้อีก (Recycle) เป็นการนำส่วนที่ยังเป็นประโยชน์ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยแยกส่วนประกอบและวัตถุที่มีค่าภายในออกมา อาทิ โลหะมีค่า เงิน ทองคำขาวและทองแดง ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลและนำไปผลิตอุปกรณ์อย่างอื่นได้อีกด้วยค่ะ”

ขณะที่ ด.ญ.อริสสรา โสมนรินทร์ ชั้นป.5 บอกว่าขณะนี้พื้นที่ธนาคารขยะรีไซเคิลไม่เพียงพอที่จะกักเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอีกต่อไปแล้ว ทางโรงเรียน นักเรียนและผู้ปกครองต่างวิตกกังวลถึงอันตรายจากการเก็บขยะมีพิษร้ายเหล่านี้ไว้ใกล้ห้องเรียน

“แม้พวกเราจะมีกิจกรรมการจัดการขยะแบบครบวงจรในโรงเรียนและชุมชนที่เข้มแข็ง แต่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ อยากให้มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดย ตรง ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุมมลพิษ หรือเทศบาลเมืองท่าข้ามที่มีความพร้อมทางด้านบุคลากร เครื่องมือและเงินทุน เข้ามารับช่วงนำขยะอิเล็ก ทรอนิกส์ทั้งหมดกว่า 2 ตันในธนาคารขยะของเราไปจัดการต่ออย่างถูกต้องและถูกวิธีด้วยค่ะ”

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด 

 

 

วิเคราะห์เทียบสเปค iPhone 4s กับ iPhone 4

วิเคราะห์เทียบสเปค iPhone 4s กับ   iPhone 4

หลังจากเมื่อนคืนทางทีมงาน Apple นำโดย Tim Cook ได้ทำการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการแล้วนั้น กลับสร้างความผิดหวังแก่สาวก Apple ไม่น้อยที่รอฟังข่าวการเปิดตัว เพราะ iPhone รุ่นใหม่นั้นคือ iPhone 4s(ไม่มีวี่แว่วของ iPhone 5) ตามกระแสข่าวลือแม้แต่น้อย

 iPhone 4s

iPhone 4s นั้นรูปร่างภายนอกไม่มีการปรับเปลี่ยนจาก iPhone 4 เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่มีการปรับเปลี่ยน ซีพียูใหม่เป็น dual-core Apple A5 processpr, กล้อง 8MP, , สามารถถ่ายวีดีโอได้ที่ความละเอียด Full HD 1080p และชูจุดเด่นในเรื่องของ เทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียงขั้นเทพอย่าง Siri Technology

แต่ก็มีส่วนดีนะคือมันปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเสาสัญญาณดับ (Death Grip) ที่เป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของ iPhone 4   บทวิเคราะห์เทียบสเปค iPhone 4s กับ iPhone 4  มาฝากกัน

ที่มา : http://hitech.sanook.com

เปรียบเทียบ สเปค-ไอโฟน 4 และ iphone 5

 


สเปค ไอโฟน 5 (iPhone 5) เปรียบเทียบกับ ไอโฟน 4 (iPhone 4)

1) ขนาดจอแสดงผล

iPhone 4 : ขนาด 3.5 นิ้ว ความละเอียด 640×960 พิกเซล
iPhone 5 : อยู่ระหว่าง 3.5 นิ้ว – 4 นิ้ว โดยพื้นที่ของหน้าจอชิดขอบด้านข้าง ความละเอียด 640×960 พิกเซล

2) หน่วยประมวลผล

iPhone 4 : ARM Cortex A8 Processor ความเร็ว 1 GHz (Single-core) Apple A4 chipset
iPhone 5 : ARM Cortex A9 Processor ความเร็ว 1 GHz (Dual-core) Apple A5 chipset ซึ่งเป็นชิพเซ็ตตัวเดียวกับ iPad 2

3) หน่วยความจำ RAM

iPhone 4 : 512MB
iPhone 5 : 1GB

4) กล้องดิจิตอลตัวหลักด้านหลัง

iPhone 4 : ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
iPhone 5 : ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

5) ลักษณะของปุ่ม Home

iPhone 4 : มีลักษณะเป็นวงกลม
iPhone 5 : มีลักษณะใหญ่ขึ้น ค่อนไปทางสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ขอบโค้ง

6) เครือข่ายที่รองรับ

iPhone 4 : รองรับเครือข่าย 3G
iPhone 5 : เพิ่มการรองรับเครือข่าย 4G ด้วย

7) ระบบปฏิบัติการ

iPhone 4 : iOS 4
iPhone 5 : iOS 5

ราคา ไอโฟน 5 (iPhone 5)

ณ ตอนนี้ ยังไม่มีข้อมูลด้านราคา ไอโฟน 5 (iPhone 5) สรุปออกมานะครับ แต่เราก็สามารถคาดเดาราคาของ ไอโฟน 5(iPhone 5) ได้ว่า น่าจะไม่แตกต่างไปจากราคา ไอโฟน 4 (iPhone 4) เปิดตัวเท่าไหร่ ซึ่งบางที อาจจะเปิดตัวด้วยราคาที่เท่ากันด้วยซ้ำไป

ที่มา : http://www.techmoblog.com/iphone-5/