Category Archives: สาระน่ารู้

สาระน่ารู้ทั่วไป

จับตา!ดาวหาง2013กระแสวันสิ้นโลกมาอีกแล้ว

เมื่อโลกส่งท้ายปีเก่าที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปีใหม่ 2556 เตรียมเผชิญกับปรากฎการณ์ธรรมชาติมาเยือนโลก ดี หรือ หายนะ มาร่วมพิสูจน์กัน !!!
143493

เริ่มต้นวันใหม่ในปีใหม่ 2013  หลายคนเชื่อว่าเป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทั้งยังพ้นการทำนายของปฎิทินชาวมายันว่า “วันสิ้นโลก” คือวันที่ 21 ธ.ค ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีเหตุการณ์ใดที่คล้ายจะเป็นจุดจบของโลกเลย นอกจากนี้สมาคมดาราศาสตร์ของไทยเรา ยังออกมาเปิดเผยกับสื่อว่า ในปี 2556 หรือ 2013 นี้จะเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติ คือ จะเกิดฝนดาวตก (meteor shower) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของดาวหาง หรือ ดาวเคราะห์น้อย เคลื่อนตัวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งมนุษย์เราจะสามารถสังเกตได้จากสถานที่ที่ท้องฟ้ามืดสนิท ไม่มีเมฆหมอก และไม่มีแสงจันทร์ หรือ ไฟฟ้าส่องถึง เราจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเฉลี่ยราวๆ 6 ดวง ต่อ ชั่วโมงกันเลยทีเดียว แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกวัน และเวลาที่แน่นอนได้ว่าฝนดาวตกนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด
มากไปกว่านั้น สมาคมดังกล่าวยังออกมาเชิญชวนประชาชนทั่วโลก เตรียมตัวสังเกตดาวหางสว่างในปี 2556 ซึ่งจะเกิดขึ้นถึง 2 ดวง คือ ดาวหางแพนสตาร์ส (PANSTARRS) และ ดาวหางไอซอน (ISON) นักดาราสาสตร์ยังกล่าวต่อว่า แม้ว่าแนวโน้มที่บ่งบอกว่าดาวหางทั้งสองจะสว่างจนสามารถเห็นด้วยตาเปล่านั้น แต่เขาไม่สามารถยืนยันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากอาจจะเกิดการแตกสลายเป็นสะเก็ดดาวชิ้นเล็กๆ หรือมีอัตราการระเหิดของน้ำแข็งน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ จึงมีโอกาสที่ดางหางทั้งสองจะมีความสว่างน้อยลง
นักดาราศาสตร์ค้นพบว่าดาวหางแพนสตาร์ส (PANSTARRS) จะเริ่มปรากฎตัวบนท้องฟ้าช่วงเวลาหัวค่ำ ในวันที่ 9-17 มีนาคม 2556

ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่สังเกตดาวหางดวงนี้ได้ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าจะเป็นช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุด และตกลับขอบฟ้าช้าที่สุด แต่การพยากรณ์ความสว่างของดาวหางมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้เสมอ ส่วนดาวหางดวงที่ 2 ชื่อว่า ดาวหางไอซอน (ISON) เป็นดาวหางอีกดวงหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งจะปรากฏในช่วงฤดูหนาวในปี 2556 การค้นพบดาวหางดวงนี้สร้างความตื่นเต้นในแวดวงนักดาราศาสตร์สมัครเล่นอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะนักดาราศาสตร์ในซีกโลกเหนือ ซึ่งไม่มีโอกาสเห็นดาวหางสว่างมานานหลายปี และคาดว่าขณะที่ดาวหางสว่างที่สุด จะอยู่ในช่วงวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2556 และอาจจะยังมองเห็นอยู่ช่วงต้นเดือนมกราคมของปี 2557 อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีนักดาราศาสตร์คนใดกล้ายืนยันว่าความสว่างของดาวหางทั้ง 2 จะสามารถมองเห็นด้วยตาหรือไม่ จึงไม่อยากให้ประชาชนพากันตั้งความหวังให้สูงนัก
ขณะที่เรากำลังชื่นชมกับการรับรู้ข่าวสารจากดวงดาวมากมายที่จะมาเยี่ยมเยือนโลกอยู่นั้น ดร.สมิทธ ธรรมสโรช และองค์การนาซา เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ดาวเคราะห์เตรียมพุ่งชนโลกในวันที่ 13  หรือ 15 กุมภาพันธ์ 2556 นี้ ยังไม่สามารถระบุอย่างแน่ชัดได้ ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหานั้นยากมาก หากส่งจรวจขึ้นไปยิงจะทำให้เกิดการแตกกระจาย และพุ่งชนโลกมากขึ้นอาจส่งผลให้มีผู้คนเสียชีวิตไม่น้อย และอีกแนวทางหนึ่งคือต้องปล่อยให้พุ่งเข้ามาชนโลก 

แต่การชนนั้นก็เท่ากับการวัดดวงว่า ดาวเคราะห์ลูกนี้จะไปตกในจุดใด ถ้าตกลงมหาสมุทร ก็จะเกิดคลื่นสึนามิ ถ้าตกลงกลางเมืองใหญ่ จะฆ่าชีวิตผู้คนนับล้าน ซึ่งก็มีหายนะเท่าๆกัน ข้อมูลทั้งหมดนี้ยังรอการสำรวจจากองค์การนาซ่า และพร้อมพิสูจน์ว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่ 

เหลือเวลานับถอยหลังไม่เพียงกี่วัน  เราก็จะได้รู้ความจริงกันแล้วว่าข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเป็นความจริง หรือ แค่ข่าวลือเท่านั้น!

หรืออาจจะเกี่ยวพันไปถึงคำทำนายของชาวมายันว่าจะถึงจุดสิ้นสุดของโลก ซึ่งนับวันเหตุการณ์บ้านเมืองของเราก็วุ่นวายมากขึ้น ทั้งยังล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ไปทีละน้อย คุณจะเชื่ออย่างงมงายหรือพิจารณากันอย่างไรก็ตามแต่ แต่ฉันคนหนึ่งจะร่วมนับถอยหลังนับจากนี้ เพื่อพิสูจน์ความจริงกับหายนะที่อาจจะเกิดขึ้น!!!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว และรูปภาพ คุณภาพดี โดย: INN NEWS

นักบินอวกาศผู้เหยียบดวงจันทร์คนแรกเสียชีวิตแล้ว

นักบินอวกาศผู้เหยียบดวงจันทร์คนแรกเสียชีวิตแล้ว

“นีล อาร์สตรอง” นักบินอวกาศคนแรก ของสหรัฐ เสียชีวิตแล้ว ด้วยวัย 82 ปี จากอาการติดเชื้อขณะเข้ารับการผ่าตัดโรคหลอดเลือดหัวใจ

วันที่ 26 ส.ค. 55 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงดึกของวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย “นีล อาร์มสตรอง” นักบินอวกาศคนแรก ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว กับยาน “อพอลโล 11” เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2512 เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อขณะเข้ารับการผ่าตัดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีอายุ 82 ปี

รายงานข่าวระบุว่า “นีล อาร์มสตรอง” เคยเข้ารับการผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาหลังแพทย์พบอาการอุดตันที่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่หัวใจ
ขณะที่ครอบครัวของ “อาร์มสตรอง” ออกแถลงการณ์ระบุว่า เขาเสียชีวิตระหว่างการผ่าตัดขยายหลอดเลือดหัวใจ และมีอาการติดเชื้อ แต่ไม่ได้ระบุว่าเสียชีวิตที่ใด

สำหรับ นีล อาร์มสตรอง เกิดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2473 ที่เมืองวาปาโคเนตา รัฐโอไฮโอ ชื่นชอบเรื่องการบินมาตั้งแต่เด็ก เรียนขับเครื่องบินครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี พออายุ 16 ปี ก็ได้ใบอนุญาตนักบิน เคยเป็นนักบินในกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจ 78 ครั้งในสงครามเกาหลี โดยในปี 2498 เป็นนักบินทดสอบอยู่ที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย จากนั้นอีก 7 ปีต่อมา ได้รับเลือกจาก องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ของสหรัฐฯ หรือ นาซา ให้มาเป็นนักบินอวกาศที่เมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส และ เกษียณอายุจากนาซาในปี 2514 ด้านชีวิตส่วนตัว แต่งงานกับ แคโรล ไนท์ เมื่อปี 2542 แต่มีบุตรชาย 2 คน จากการสมรสก่อนหน้านี้

นีล อาร์มสตรอง เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการบินอวกาศของสหรัฐฯ ในฐานะเป็นนักบินอวกาศคนแรกของสหรัฐฯ ที่เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์สำเร็จพร้อมกับเพื่อนนักบินอวกาศอีกคน “บัซ อัลดริน” ท่ามกลางผู้ชม 450 ล้านคน ที่ได้ชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วโลกที่คอยติดตามชมในวันนั้น แต่กลับเป็นเสมือนกับวีรบุรุษของชาวอเมริกันผู้ถูกละเลย

ที่มา : http://www.teenee.com/

คู่มือการใช้ wordpress ในการสร้าง Blog

เปิดกรุ “ไอน์สไตน์” ใครว่าเขาเรียนไม่เก่ง

เด็กชาย “ไอน์สไตน์” หาได้ทึ่ม เรียนช้า อย่างที่ลือกันมา หนึ่งในเอกสารนับพันๆ ชิ้นของนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกบ่งชี้ไว้เช่นนั้น ซึ่งเอกสารเหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านโลกไซเบอร์แล้ว ให้ทุกคนได้รู้จักเขามากขึ้น จากร่องรอยที่เขาทิ้งไว้

บรรดาเอกสารที่เกี่ยวกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ได้รับการนำมาเผยแพร่ผ่านโลกไซเบอร์ที่ ไอน์สไตน์ อาร์ไคฟ ออนไลน์ (Einstein Archives Online) แล้ว ในการเปิดเว็บไซต์กรุไอน์สไตน์อย่างเป็นทางการวันแรก เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2012 มีฐานข้อมูลเป็นเอกสารกว่า 2,000 ชิ้น และยังมีอีก 80,000 กว่าชิ้นที่จะค่อยๆ ออนไลน์ตามมา

เอกสารที่นำมาเผยแพร่ผ่านโลกไซเบอร์นี้ มีมากมายหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่จดหมายส่วนตัวจนกระทั่งถึงต้นฉบับงานทางวิทยาศาสตร์ เป็นการรวบรวมของมหาวิทยาลัยฮิบรูว์ (Albert Einstein Archives at the Hebrew University of Jerusalem) อันเป็นเจ้าของโครงการนี้ และยังมีเอกสารบางส่วนมาจาก โครงการผลงานของไอน์สไตน์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (Einstein Papers Project at the California Institute of Technology)

หนึ่งในบรรดาเอกสารภาพที่น่าสนใจของไอน์สไตน์ ก็คือประกาศนียบัตรโรงเรียนมัธยมศึกษา หลังจากที่ไอน์สไตน์เรียนจบเมื่ออายุ 16 ปีในปี 1896 ผลการเรียนที่แสดงออกมานั้น ปรากฏชัดว่าเขาเป็นนักเรียนยอดเยี่ยม หาใช่แย่ๆ อย่างที่เล่าลือกันมา

ทั้งนี้ ตามเอกสารผลคะแนน ทำให้เห็นว่า ที่ไอน์สไตน์ต้องออกจากโรงเรียนั้น เพราะเขาไม่สามารถอยู่ในกฏระเบียบและยังไม่เชื่อฟังครูอาจารย์

นอกจากนี้ยังมีภาพลายมือการเขียน E=mc2 ซึ่งเป็นสมการที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพลังงาน มวล และความเร็วแสง ซึ่งผันมาจากทฤษฏีสัมพัทธภาพพิเศษ

อีกทั้งเอกสารส่วนตัวของไอน์สไตน์ก็มีการจัดแสดงออนไลน์ด้วย ไม่ว่าจะเป็น โปสการ์ดที่เขาเขียนหาแม่ในเดือน ก.ย.1919 ที่เล่าถึงการพิสูจน์ผลงานวิจัยของเขา ที่นำโดยอาร์เธอร์ เอ็ดดิงตัน (Arthur Eddington) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ขณะเกิดสุริยุปราคาในเดือนพ.ค.ของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นการยืนยันข้อมูลที่เป็นผลมาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป และยังระบุถึงสุขภาพอันถดถอยของแม่

ในจดหมาย มีข้อความถึงแม่ของเขาว่า “วันนี้มีข่าวดี ลอเรนซ์ได้ส่งโทรเลขมาบอกว่า การสำรวจของชาวอังกฤษได้ยืนยันการเบี่ยงเบนของแสงโดยดวงอาทิตย์ แต่น่าเสียดาย มายาได้เขียนถึงผมว่า แม่ไม่ได้แค่มีอาการเจ็บป่วยมาก แต่ยังซึมเศร้า ผมจะหาไปอยู่กับแม่ได้อย่างไรดี เพื่อให้แม่ไม่เกิดความเหงาหงอยไปมากกว่านี้”

เว็บไซต์แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2003 โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ จากมูลนิธิโปลอนสกี แห่งลอนดอน (Polonsky Foundation of London) เพื่อนำเอกสารกว่า 80,000 ชิ้นของไอน์สไตน์เข้าสู่โลกออนไลน์

ลายเซ็นต์ของไอน์สไตน์ที่ปรากฎบนเอกสาร ถูกนำมาโชว์ ระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัวเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลของเขา ที่มหาวิทยาลัยฮิบรูว 50 ปีหลังการจากไปของนักฟิสิกส์ผู้โด่งดัง (REUTERS/Ronen Zvulun)

ที่มา :  ผู้จัดการออนไลน์

อากาศร้อนแบบนี้ ทำอย่างไรดี “การป้องกันการเกิดสภาวะโลกร้อน”

วันนี้อากาศร้อนมากมาย  ขนาดพึ่งปลายเดือนกุมภาพันธ์นะเนี่ย ถ้าเป็นเดือนเมษายน ไม่อยากคิดว่าจะมีข่าวคนตายเพราะอากาศร้อน หรือจะมีคนเป็นบ้าเพราะอากาศร้อนมากมายขนาดไหน  แล้วแนวโน้มอากาศจะร้อนๆ สำหรับโลกของเรา  คงถึงเวลาแล้วละ ที่เราจะต้องช่วยกันลดภาวะโลกร้อนในโลกของเรา ถ้าปล่อยไว้แบบนี้  ข่าวที่บอกว่าโลกจะแตก เพราะภาวะโลกร้อน น้ำท่วม คงจะเกิดขึ้นเร็วมากขึ้น  ถึงเวลาแล้วที่ทุกจะนิ่งดูดายแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ต้องร่วมกันปลูกจิตสำนึกให้คนในประเทศ ลงมือร่วมกันป้องกันการเกิดสภาวะโลกร้อน

อย่างแรกเราต้องทำความเข้าใจว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ทุกคนร่วมกันสร้าง ดังนั้นเราต้องช่วยกันแก้ไข และช่วยกันบรรเทา หากเราลดการใช้พลังงานไม่ว่าจะเป็นพลังงานในด้านต่างๆ สิ่งเหล่านั้นจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซค์ได้ หรือไม่ว่าจะเป็นขยะแทนที่เราจะเผาแต่เราจะเปลี่ยนใช้วิธีฝั่งกลบแทนเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดร์อ็อกไซน์ในอากาศ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ไม้ยืนต้น 30-40ต้นอาจจะช่วยลดก๊าซได้ 2-3 ตัน หากเราปลูกต้นไม้วันนี้เราก็จะมีสิ่งที่จะช่วยลดก๊าซให้น้อยลง เราก็จะสามารถชะลอการเกิดสภาวะโลกร้อนได้ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือไม่มีเทคโนโลยีใด ไม่มีมนุษย์กลุ่มใดที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ มีแต่เพียง พวกเราทุกคนที่ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา

ม.ขอนแก่นเจ๋ง! วิจัยใช้ได้จริง “เจลพริก” แก้ปวด คลายกล้ามเนื้อ

มหาวิทยาลัย ขอนแก่น เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่กำลังก้าวขึ้นไปสู่มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ภารกิจของมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง ก็คือการนำงานวิจัยมาเผยแพร่และพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ โดยมีสำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นตัวกลางในการต่อยอดงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์

นางสาวสุจิตราภรณ์วงษ์ศรีแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าวถึงบทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และความสำเร็จของการต่อยอดธุรกิจไว้ได้น่าสนใจ

โดยล่าสุดมีผลิตภัณฑ์จากการวิจัยได้นำไปต่อยอดพัฒนาใช้ได้จริงและวางจำหน่ายแล้วหนึ่งในนั้นคือ “เจลพริก” ยาแก้ปวด ช่วยคลาย

“capsika jel เจลพริกยาแก้ปวดช่วยในการคลายกล้ามเนื้อ เป็นการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงคือเป็นงานวิจัยของนักวิจัยซึ่งได้คิดค้นวิจัยพันธุ์พริกที่เผ็ดมากกว่าชนิดอื่น คือพันธุ์ “ยอดสน-80″ขณะนี้มีผู้ประกอบการ นำไปผลิตและจำหน่ายเรียบร้อยแล้วสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ในกรณีของ capsika jelภาคเอกชนจะซื้อเมล็ดพันธุ์พริกยอดสน-80 จาก นักวิจัยให้เกษตรกรปลูกซึ่งทางบริษัทรับซื้อผลผลิตและผลิตเป็นตัวยาแต่เพียงผู้เดียวโดยมีสัญญาระหว่างนักวิจัยกับเอกชนเป็นเวลา5 ปีขณะนี้บริษัทดำเนินการผลิตและจำหน่ายมาแล้ว1 ปี”

“สุจิตราภรณ์” บอกว่าบทบาทประการแรกของมหาวิทยาลัย คือการนำเอางานวิจัยของมหาวิทยาลัยไปเผยแพร่สู่ผู้ประกอบการ พูดง่ายๆเอางานวิจัยไปหาผู้ประกอบการ

เป็นแมวมองนำงานวิจัยที่อยู่ในมหาวิทยาลัยและมีความพร้อมในระดับหนึ่งมาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการที่สนใจหรือนำผู้ประกอบการมาหางานวิจัย

โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำงานวิจัยไปใช้แล้วถึง 24 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะขนมไทยราว 10 ราย ที่เหลือคือผู้ประกอบการ และงานวิจัยในกลุ่มเครื่องสำอางจากสมุนไพรธรรมชาติ

“ตัวอย่างที่ผู้ประกอบการเดินเข้า มาหาเรา ก็คือกรณีของน้ำขิงซึ่งเป็นสูตรตกทอดกันมาทางผู้ประกอบการต้องการจะพัฒนาให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานทานได้ เช่นพัฒนาเป็นน้ำขิงชูการ์ฟรี”

อีกโมเดล คือผู้ประกอบการไม่มีพื้นฐานแต่มีโจทย์ที่ชัดเจน เข้ามาใช้พื้นที่และนักวิจัยของเราในการพัฒนา

“โปรแกรมช่วยจัดวางของในตู้คอนเทนเนอร์” เป็นผู้ประกอบการที่ ขาดทักษะแต่เข้าร่วมพัฒนากับทางมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยก็ช่วยในการบ่มเพาะจนปัจจุบันสามารถก่อตั้งเป็นบริษัท ถือเป็นรายที่ประสบความสำเร็จเป็นผู้จุดประกายให้ผู้ประกอบการคนอื่น ๆ สำหรับธุรกิจนี้จำหน่ายมาเกือบ 2ปี มีการอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าบริษัทชิปปิ้ง”

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยและนวัตกรรมอื่น ๆที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นหาผู้ประกอบการมาพัฒนาต่อยอด บางรายอยู่ในขั้นที่กำลังมองหาโรงงานอุตสาหกรรมมารับช่วงการผลิต

“เช่นเครื่องเคลือบเมล็ดพันธุ์ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยช่วยในการวิจัยเครื่องเคลือบให้สามารถเคลือบได้ทั่วเมล็ด เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อราโดยเน้นกลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรขนาดย่อมเครื่องเคลือบขนาดเล็กสามารถเคลือบได้ครั้งละไม่เกิน 5 กิโลกรัมส่วนเครื่องขนาดใหญ่เหมาะสำหรับบริษัทหรือโรงงานที่ต้องการผลิตในปริมาณมากซึ่งต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้าตนโดยเครื่องเคลือบสามารถกำหนดสีของเมล็ดพันธุ์ของตัวเองได้

เป็นงานวิจัยของทางมหาวิทยาลัยที่รับเป็นที่ปรึกษาให้กับหจก.เทคโนภัณฑ์ซึ่งนำไปพัฒนาและจำหน่ายไปกว่า 10 เครื่อง โดยจำหน่ายเครื่องละ 6หมื่นบาทถึง 4 แสนบาท”

ผลิตภัณฑ์อื่นๆที่น่าสนใจ อาทิ

“ครีมนวดสลายเซลลูไลท์” เป็นครีมที่ทำจากกาแฟ ไพล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการมองหาผู้ผลิตเพราะแม้ว่าจะทดลองแล้วเกิดผลดี แต่ผู้ผลิตต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะมีคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนมาก อย่างไรก็ดีจุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรธรรมชาติซึ่งตลาดที่น่าสนใจก็คือขายส่งให้กับร้านสปาต่างๆ”

โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่ง นักวิจัยจะได้ค่าตอบแทนในสัดส่วน 70% และ ทางมหาวิทยาลัย 30%ซึ่งระยะเวลาของสัญญาระหว่างมหาวิทยาลัย กับภาคเอกชน หรือนักวิจัยกับภาคเอกชน ในการนำเอาผลิตภัณฑ์ไปผลิตและจำหน่ายอยู่ระหว่าง 3-5ปี หรือแล้วแต่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน

โดยกระบวนการหรืออัตราค่าตอบแทนในระบบนี้ จะเป็นกระบวนการที่ช่วยกระตุ้นให้นักวิจัยผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการคิดและนำเอางานวิจัยเหล่านี้ไปต่อยอดกับธุรกิจที่มีอยู่หรือพัฒนาธุรกิจใหม่ออกมาโดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวช่วยเหลืออีกทางหนึ่งด้วย

…………

(ที่มา:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์)

 

เสพติดอินเตอร์เน็ตเป็นอาจิณ ทำให้สมองเปลี่ยนแปลงไปได้

นักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบว่า สมองของผู้เสพติดการเล่นเน็ตเกิดเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับผู้เป็นทาสสุราหรือยาเสพติด พวกเขาได้ศึกษาเด็กหนุ่มซึ่งเสพติดการเล่นเน็ตอย่างหามรุ่งหามค่ำ พบว่า สมองของพวกเขาเกิดความเรรวน การเสพติดเน็ต จนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ก็อาจถือได้ว่าเป็นโรคเช่นกัน ทีมนักวิจัยของสมาคมวิทยาศาสตร์จีน ได้ศึกษาสมองของชายและหญิง 35 คน อายุระหว่าง 14–21 ปี และลงความเห็นว่า พวกเหล่านี้ 17 คน ต้องถือว่าเป็นโรคเสพติดเน็ต เพราะตอบรับในข้อทดสอบหมดทุกข้อ

จากการใช้เครื่องเอกซเรย์ด้วยคลื่น แม่เหล็กตรวจสมองส่วนที่เป็นเส้นใยประสาท ก็พบหลักฐานของความแตกหลุดตามตัวเชื่อมของใยประสาทที่เชื่อมสมองส่วนที่ เกี่ยวกับอารมณ์ การตัดสินใจ และการควบคุมตนเองไว้ด้วยกัน.

ที่มา: ไทยรัฐ

โลกแอบมีดวงจันทร์กับเขา 2 ดวง เป็นเช่นนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮาวายออกมาเปิดเผยว่า โลกเราอาจจะมีดวงจันทร์ 2 ดวง อยู่ทุกเมื่อก็ได้


พวกเขาได้อ้างข่าวของการค้นพบดาวบริวารดวงจิ๋วโคจรอยู่รอบๆโลก เมื่อ 2-3 ปีมาแล้ว และยกขึ้นเป็นตัวอย่างของการปรากฏมีดาวบริวารแปลกปลอมตกเข้ามาอยู่ใต้แรงดึงดูดของโลก “โลกจะต้องมีดาวบริวารธรรมชาติ เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1 เมตร โคจรอยู่รอบๆ อย่างน้อยก็ 1 ดวง เมื่อโคจรได้สัก 3 รอบ อยู่ได้สัก 10 เดือน แล้วก็จากไป จึงหมายความได้ว่า ขณะนี้โลกก็น่าจะมีดวงจันทร์ดวงโต 1 เมตรอยู่ด้วย” เขากล่าว

วารสาร “เทคโนโลยี รีวิว” ของสหรัฐฯ รายงานเรื่องนี้ต่อไปว่า ทีมนักวิจัยยังได้เสนอความเห็นขึ้นว่า แทนที่จะส่งมนุษย์อวกาศชุดใหญ่เดินทางไปยังดวงดาวอันห่างไกล แค่ส่งพวกเขา 2-3 คน ให้เดินทางไปวิเคราะห์ดวงจันทร์ขนาดกระเป๋าเหล่านี้แทนดีกว่า เราอาจจะได้ความรู้ของกำเนิดสุริยะจักรวาลจากดาวเหล่านี้ โดยไม่ต้องเสียเงินทองตั้งมากมายด้วย.

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

สารนายกรัฐมนตรีเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ปี ๒๕๕๕

เรียน:  ผอ. สพป. ผอ.สพม. ผอ.ร.ร.และบุคคลทั่วไป

สารนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เนื่องในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” ประจำปี ๒๕๕๕ วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๕ รายละเอียดดังแนบ   สิ่งที่แนบมาด้วย: 


วิกฤติน้ำท่วม..บทเรียนจากภัยธรรมชาติ

ภัยธรรมชาติ เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น และสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน เป็นปรากฎการณ์ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ ฯลฯ

สำหรับประเทศไทย ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรืออาจเรียกได้ว่าเกิดขึ้นทุกปีเลยก็ว่าได้ คงหนีไม่พ้นอุทกภัยหรือภัยน้ำท่วม นั่นเอง …แต่อุทกภัยสำหรับประเทศไทยในปีนี้ ดูเหมือนจะหนักหนาและเลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปี สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ความเสียหายพูดกันที่หลักแสนล้านบาท ยืนยันจากคำสัมภาษณ์ของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งหากเหตุการณ์น้ำท่วมยังไม่สิ้นสุด ตัวเลขความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะเดียวกัน สิ่งที่มนุษย์เราพยามยามทำกันมาโดยตลอด นั่นคือการป้องกัน การลดผลกระทบของความเสียหายที่เกิดขึ้น และการเยียวยาผู้ประสบภัย จนลืมคิดไปว่า การจัดการกับปัญหาที่ถูกต้องนั้น ควรจัดการที่ต้นเหตุของปัญหา และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยข้อมูลและองค์ความรู้ที่เจาะลึกถึงสภาพของปัญหานั้นอย่างจริงจัง

การนำเสนอข้อมูลข่าวสารในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ จะเห็นได้ว่า การให้ความช่วยเหลือของภาครัฐและเอกชน ยังคงเน้นไปที่การบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย รวมถึงความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน

อย่างไรก็ดี มาตรการที่เราสามารถพบได้จากข้อมูลข่าวสาร นั่นคือ การอพยพ การให้ความช่วยเหลือ และการฟื้นฟู ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งสิ้น สิ่งที่ตามมาคือ กองคาราวานข้าวของ และเงินบริจาคจำนวนมากมาย ซึ่งอาจเข้าไปได้ในบางพื้นที่เท่านั้น และในบางกรณีกลับกลายเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ประสบภัย คือมีมากจนเกินไปและน้อยจนเกินไปในบางจุด เหตุเพราะขาดการประสานข้อมูลระหว่างกัน

หากเราจะวิเคราะห์ถึงข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากสื่อต่างๆ นั้น เราจะพบว่าข้อมูลที่เราหลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ ข้อมูลหรือสาเหตุที่แท้จริงของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากลักษณะภูมิประเทศของบ้านเราหรือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้ นั่นเอง เช่น พื้นที่ป่าไม้ ที่ทำหน้าที่ในการชลอการไหลของน้ำ สภาพดินที่ทำหน้าที่ในการดูดซับน้ำ หรือแม้กระทั่งฝายตามธรรมชาติ ที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำ ฯลฯ

รวมถึงเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถสร้างขึ้นเองได้ โดยทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำ สำหรับใช้อุปโภค บริโภค หรือทำการเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง ก็ไม่สามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมได้ เนื่องจากน้ำมาจากทุกทิศและทุกทาง ไม่ใช่ไหลมาจากลำธารบนภูเขา แล้วไหลลงสู่แม่น้ำ เหมือนลักษณะภูมิประเทศเช่นเดิม ซึ่งหากต้องการสร้างเขื่อนที่สามารถรองรับปัญหาน้ำท่วมได้นั้น เราอาจต้องพิจารณากันในหลายๆ ด้าน รวมถึงต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะต้นทุนทางสังคม ที่ต้องอพยพผู้คนอีกจำนวนหลายล้านคนออกจากพื้นที่ ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นข้อมูลสำคัญ ที่ใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนและป้องกันภัยธรรมชาติในระยะยาว เป็นทั้งแหล่งผลิตความชุ่มชื้นในฤดูแล้ง และกักเก็บน้ำฝนในช่วงฤดูน้ำหลากได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ที่รอการเปิดเผย คงหนีไม่พ้น เรื่องของการบุกรุกพื้นที่ป่าของกลุ่มนายทุน เพื่อสร้างโรงแรมที่พัก หรือรีสอร์ทหรู ตลอดจนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีการหันมาปลูกพืชทางเศรษฐกิจกันมากขึ้น เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า พืชเหล่านี้เป็นพืชที่มีอายุสั้น และรากที่ไม่สามารถอุ้มน้ำได้

ปัญหาน้ำท่วม เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก เกิดขึ้นทุกปี เกิดขึ้นทุกรัฐบาล และเป็นปัญหาที่ยังไม่มีทางออกอย่างเป็นรูปธรรม คำถามที่ตามมาคือ “ใครต้องรับผิดชอบ?” บ่อยครั้งที่เรามักจะถามหาบทเรียนจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราทุกคนควรจะต้องหันกลับมามองตัวเองและตั้งคำถามกับตัวเองบ้างว่า

     “ก่อนน้ำท่วม” เราได้ทำอะไรที่เป็นการปกป้องธรรมชาติบ้าง?

     “น้ำท่วมแล้ว” เราได้ทำอะไรที่เป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกบ้าง?

     “หลังน้ำท่วม” เราได้ทำอะไรที่เป็นการปกป้องธรรมชาติและช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกบ้าง?

 

* ทิวา อัมพเศวต คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
ที่มา :  สยามรัฐออนไลน์ 

ประเพณีการลอยกระทงกับวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ว่า เป็นวิชาที่จะอธิบายการเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น บอกสาเหตุของการเกิด ผลของการเกิด เรามาลองดูว่า ประเพณีการลอยกระทงมีวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ผมจะลองยกตัวอย่างให้เห็นเพื่อให้เกิดแนวคิดให้คุณไปค้นคว้าต่อไปนะครับ

 1. กระทงลอยน้ำ เริ่มจากสิ่งนี้ก่อนก็แล้วกัน เพราะหัวใจหลักของการลอยกระทงก็คือการลอย เพราะคำว่า “ลอยกระทง” หมายถึงเราต้องทำกระทงให้ลอยน้ำให้ได้ ประเพณีของไทยก็จะสอนเราว่า กระทงทำมาจากต้นกล้วยแล้วประดับตกแต่งให้สวยงามตามแต่ใครจะมีจินตนาการ กำลังความคิด ระยะเวลา และการตั้งใจทำ ถ้าหากทำแล้วสวยงาม คนทำก็ชื่นใจ ทีนี้มาว่าการลอย กระทงจะลอยน้ำได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของกระทง(วิทยาศาสตร์ใช้คำว่า มวล) และปริมาตรของกระทง ถ้าหากนำค่าของน้ำหนักกระทงมาหารปริมาตรของกระทงแล้วมีค่าน้อยกว่า 1 กระทงนั้นก็จะลอยน้ำได้ แต่ถ้าทำให้กระทงนั้นหนักมากในขณะที่ปริมาตรน้อย เมื่อหาค่าออกมามากกว่า 1 กระทงนั้นก็จะจมน้ำลงไป อดลอยกระทง เราก็เลยจะเห็นว่า เวลาเขาทำกระทงเขามักจะใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาเป็นหลัก คงกลัวมันจะจมกระมัง
              2. ลอยแต่คว่ำ หลายคนประสบกับปัญหาทำกระทงขึ้นมาแล้วมันเกิดคว่ำ แต่ไม่จมลงในน้ำ นั่นเพราะเกิดจากความสมดุลนั่นเอง ความสดดุลของกระทงก็คือ จุดศูนย์ถ่วง ในทางวิทยาศาสตร์ อธิบายง่ายๆ ว่า จุดศูนย์ถ่วงของกระทงนั้น เป็นเหมือนจุดรวมน้ำหนักทั้งหมดของกระทง ถ้าจุดศูนย์ถ่วงนั้นอยู่ที่ขอบกระทง กระทงของเราก็จะตะแคงด้านขอบนั้นลงเราก็จะเห็นกระทงคว่ำลง ถ้าจุดศูนย์ถ่วงอยู่ที่ด้านบนส่วนที่เราตกแต่ง เมื่อมันคว่ำก็จะตีลังกากลับด้านทันที แต่ถ้าจุดศูนย์ถ่วงอยู่ในฐานกระทงพอดี มันก็จะลอยไปได้ด้วยดี ข้อนี้ต้องคำนึงถึงความสมดุลของน้ำหนักแต่ละด้านของกระทงเป็นหลักล่ะครับ
               3. การไหลไปตามลำน้ำ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ตรงส่วนที่เป็นการเคลื่อนที่ของแรงของน้ำ นั่นคือเมื่อน้ำเคลื่อนที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ โมเลกุลของน้ำก็จะเคลื่อนที่ไป เมื่อเราวางกระทงลงบนโมเลกุลของน้ำ(วางลงน้ำ)น้ำจึงพากระทงไปด้วยนั่นเอง ถ้าเราไปวางในน้ำนิ่ง กระทงก็ไม่ไปอยู่แล้ว ข้อนี้หลายคนบอก ใครๆ ก็รู้ แต่ถามว่ารู้แล้วอธิบายได้หรือเปล่าว่าวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องอย่างไร ประเด็นอยู่ตรงนี้ต่างหาก
                  4. ความเร็วของกระทง กระทงที่ไหลไปตามน้ำไม่ว่าจะด้วยแรงของน้ำเอง หรือมือคนผลักให้ไหลก็ตาม ล้วนต้องมีความเร็วทั้งนั้น แต่ความเร็วนั้นจะมากหรือน้อย (กระทงจะลอยไปเร็วหรือช้า)ขึ้นอยู่กับ แรงสองแรง นั่นคือ แรงส่งกับแรงต้าน แรงส่งก็คือแรงจากมือคน แรงของน้ำที่ไหลแรงหรือเฉื่อย ส่วนแรงต้านก็คือน้ำหนักของกระทงและกระแสน้ำ หรือปริมาณของน้ำในส่วนที่มันจม อธิบายว่า ถ้าน้ำไหลแรงและกระทงมีส่วนที่จมน้อย(กระทงเบา)กระทงนั้นก็เคลื่อนที่ได้เร็วกว่ากระทงหนักและมีกระแสน้ำไหลเอื่อยๆ คงไม่ต้องจดจำอะไรนะครับ รู้ๆ กันอยู่แล้ว
                   5. การย่อยสลายของกระทง ปกติการย่อยสลายก็จะเกิดกับซากอินทรียวัตถุ(ซากสิ่งมีชีวิต)อยู่แล้ว โดยการดำรงชีวิตของจุลินทรีย์ (เปรียบเทียบให้มันเว่อร์ๆ ก็เหมือนภูเขาสูงๆต่ำๆ เป็นเหมือนซากสัตว์ชนิดหนึ่ง ตัวคนเราเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง เมื่อเราดำรงชึวิตที่ต้องทำมาหากินบนภูเขาเราอาจจะมีการทำลายภูเขา ขุดเจาะ หรืออะไรก็ตามแต่ ในที่สุดสภาพภูเขาก็จะไม่เหลือให้เห็นเป็นรูปร่างเหมือนเดิม และในขณะที่เราดำรงชีวิตอยู่ก็จะมีการขยายพันธุ์ขับถ่ายของเสียตามธรรมชาติ ถ้าปริมาณของของเสียนั้นมากมายก็จะส่งกลิ่นเหม็นออกมา )เราก็จะเห็นว่าซากสิ่งมีชีวิตจะเปลี่ยนสภาพไปและเกิดการเน่าเหม็น ซึ่งเกิดจากจุลินทรีย์ทั้งนั้นส่วนจะเป็นชนิดไหนนั้นก็ค้นคว้ากันต่อไป
                  6. ประทัดและดอกไม้ไฟ เป็นสิ่งที่มักจะพบเห็นเกือบทุกงาน และทั้งๆ ที่มีข่าวออกมาเป็นประจำว่า ประทัดระเบิดทำให้นิ้วมือขาดหายไป หรือบาดเจ็บ แต่ก็ยังมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย จนเป็นเสมือนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน ไม่เกิดกับฉันฉันก็ไม่สน แต่เมื่อเกิดขึ้นมากลับมาร้องขอความสงสารขอความเห็นใจ ตอนที่เตือนทำเป็นไม่สน แบบนี้ผมมักจะสมน้ำหน้าเสียด้วยซ้ำ มาว่ากันเรื่องประทัดและดอกไม้ไฟกันดีกว่า ทั้งประทัดและดอกไม้ไฟนั้น ทำมาจากสารเคมีติดไฟได้ และมีแรงดันมากในตัวประทัด ทำให้ประทัดนั้นเกิดเสียงดังและกระจายตัวเร็ว ฉะนั้นสิ่งที่อยู่บริเวณรอบๆ ประทัดที่จุดแล้วแตกนั้นก็จะได้รับแรงดันไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นมือ หรืออะไรก็ตามที่ไม่สามารถทนแรงดันได้ก็ต้องมีการชำรุดเสียหายไปตามธรรมดา รู้อย่างนี้ถ้ายังเล่นอย่างไม่ระมัดระวังก็ช่วยไม่ได้ ส่วนดอกไม้ไฟก็จะไม่เน้นให้เกิดเสียงเหมือนประทัด แต่เน้นสีสันความสวยงามก็ของการลุกไหม้ของไฟ ซึ่งจะมีแร่ธาตุหลายชนิดที่ให้สีแตกต่างกันไป และมีกรรมวิธีทำที่ละเอียดอ่อนสลับซับซ้อน เราทำเองไม่ได้ ส่วนที่ผลิตนั้นก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าเกิดระเบิดก็หมายถึงความเจ๊งของโรงงานนั้น เพราะมันกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ดี สร้างความเสียหายได้มาก ดังข่าวที่เราอาจจะเคยได้ยินมาแล้ว ที่ดังๆ เช่น เชียงใหม่ มีแขนขาดปลิวตกไปบ้านคนอื่น และตายจำนวนมาก
                  7. ดวงจันทร์ เกือบลืมเสียสนิทเลย “วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง …” ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี เป็นประเพณีการลอยกระทง ดวงจันทร์จะเต็มดวง น้ำขึ้นมา ส่วนสาเหตุการเลือกช่วงเวลานี้ทำการลอยกระทงนั้น ผมไม่รู้ แต่ผมคิดหาสาเหตุว่าทำไมไม่เลือกช่วงเวลาอื่นๆ เพราะจันทร์เต็มดวง น้ำก็ต้องขึ้นทุกครั้ง แต่ถ้ามาคิด ถึงประเพณีนี้ น่าจะเกี่ยวกับฤดูกาลด้วย เช่น เป็นไปได้ไหมว่า เดือนมกราคม – เมษายนก็เป็นหน้าแล้ว น้ำไม่ค่อยมี พฤษภาคม – ตุลาคม หรือเผลอๆ ก็ปลายเดือน 11 ฝนก็ยังไม่หยุดแน่นอน แต่ช่วงปลายปี ไม่มีฝนและยังมีน้ำมากอยู่ แถมยังถือเป็นการขอขมาสิ่งที่ทำไม่ดีกับแม่น้ำมาตลอดทั้งปี เลยเลือกเดือน 12 นี้ และจะได้ขอพร(คนไทยขี้เกียจ มีแต่ขอไม่หัดทำให้เกิดด้วยตนเอง)ในวันขึ้นปีใหม่ ดวงจันทร์เต็มดวงเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์หมุนโคจรรอบโลกในจังหวะโลกมองเห็นดวงจันทร์ที่รับแสงจากดวงอาทิตย์นั้นเต็มดวงที่สุด เราจึงมองเห็นดวงจันทร์ได้เต็มดวง ส่วนดวงจันทร์ก็ดึงดูดโลก(โลกก็ดึงดูดดวงจันทร์)ส่วนที่เป็นน้ำมันไหลได้ ก็เลยป่องไปหาดวงจันทร์เราก็เลยเห็นน้ำมีปริมาณมากขึ้น ใครที่อยู่ชายฝั่งก็เรียก น้ำขึ้น นั่นเอง ในแง่ของหนุ่มสาวมันก็ช่างโรแมนติกเสียด้วยสิ พอล่ะ
                   8. ต้นกล้วย ส่วนที่ทำเป็นกระทง ทำไมต้องเลือกกล้วยไม่เลือกพืชหรือของอย่างอื่น คงเพราะว่า กล้วยมีปลูกกันทุกบ้านและหาง่ายไม่ต้องซื้อขาย สามารถนำมากระทงได้ทุกบ้าน และอีกอย่างกล้วยมีช่องว่างในลำต้นทำให้ลอยน้ำได้ และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิต แต่ปัจจุบันนี้ เราไม่จำเป็นต้องใช้กล้วยทำกระทงเสมอไปเพราะสภาพปัจจุบันไม่เป็นเหมือนอดีต เช่น คลองน้ำแคบลง การระบายน้ำไม่ดี คลองตื้นเขิน จำนวนกระทงมากขึ้น ถ้าหากให้ต้นกล้วยไปย่อยสลายตามธรรมชาติเองก็เกรงว่าจะช้าและทำให้น้ำเน่าเหม็นเพิ่มขึ้น และคลองก็ตื้นขึ้น อาจจะส่งผงให้การระบายน้ำติดขัดอีก การเก็บกวาดก็ทำได้ยาก เพราะหนักเอาการ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นของที่เบาก็เก็บง่าย ทำรีไซเคิลก็ได้ด้วย น้ำก็ไม่เน่า เราคงต้องดูความเหมาะสมของแต่ละท้องที่ ส่วนจะเลือกแบบไหนขึ้นอยู่กับผู้นำท้องถิ่นนั้นๆ

สร้างโดย: ครูอุตรดิตถ์

รู้สู้ flood : การเตรียมตัวก่อนน้ำมาถึง

รู้สู้ flood ep.1- รู้จักน้ำท่วมให้มากขึ้น

 

รู้สู้ flood ep.2 : 3คำถามยอดฮิต

 

รู้สู้ flood ep.3 : เตรียมตัวก่อนน้ำมาถึง
 

 

2012 ปฏิทินมายันกับวันสิ้นโลก

เปิดโลกยนตรกรรม : คู่มือซื้อรถคันแรก ‘ทอน 1 แสน’ เลือกซื้ออย่างไรดี

เปิดรถในเงื่อนไข

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ให้กรมสรรพสามิตลดหย่อนภาษีสรรพสามิตตามจริงไม่เกิน 1 แสนบาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์คันแรกในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มีขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึง 31 ธันวาคม 2555 ภายใต้เงื่อนไขต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น และผู้ซื้อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในระยะเวลา 5 ปี โดยจะได้รับเงินภาษีคืนภายใน 1 ปีนับจากวันที่ยื่น รถอะไรบ้างที่อยู่ในนโยบายนี้ สำหรับรถที่เข้าข่ายโครงการรถคันแรก ต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ รถเก๋งหรือรถกระบะ ที่มีราคาขายปลีก ไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นตลาดรถเก๋งเล็ก กับรถกระบะ ถ้าเป็นเก๋ง ขนาดเครื่องต้องไม่เกิน 1,500 ซีซี ไม่ว่าดีเซลหรือเบนซิน คือรถในกลุ่มบีคาร์ ส่วนรถกระบะ ไม่จำกัดขนาดของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังต้องเป็นรถที่ประกอบในประเทศที่เรียกว่า ซีเคดี ไม่รวมรถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ หรือซีบียู และรถนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบหรือเรียกกันติดปากภาษาชาวบ้านว่า “รถจดประกอบ”

ที่มา :  teenee.com
รายละเอียด : http://variety.teenee.com/foodforbrain/39349.html